หลายปีก่อน ผมค้นเจอเอกสารแปลฉบับหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังจัดระเบียบโต๊ะทำงานที่บ้าน
เอกสารฉบับนี้...เพื่อนอาจารย์คนหนึ่งเคยมอบให้ผมมาเมื่อหลายปีก่อน
ผมและเพื่อนคนนี้รู้จักกันจากการสอนในวิชาเดียวกันที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
เอกสารที่ว่าแปลมาจากงานเขียนของ กฤษณามูรติ เรื่อง “ความสวยงามกับการรับรู้” เธอบอกผมว่าเธอนั่งแปลมัน
ระหว่างที่เธอเฝ้าไข้คุณพ่อที่โรงพยาบาล...
ระหว่างที่นั่งอ่านเอกสารปึกนี้อีกครั้ง เป็นบทสนทนาเกี่ยวกับมุมมองเรื่องความงามระหว่าง ‘ผู้ถาม’ กับ ‘ผู้ตอบ’
ทำให้รู้สึกเหมือนได้พูดคุยกับเธออีกครั้ง เราไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกัน รู้จักกันด้วยหน้าที่การงาน แต่ผมรู้ดีว่า
ความงามแห่งมิตรภาพ ไม่ได้อยู่ที่เงื่อนไขของระยะเวลาและบทพิสูจน์ต่อวิกฤตการณ์ใดๆ
// ความงามคืออะไร... สิ่งใดคือมาตรวัดความงามที่แท้จริง //
สำหรับกรณีของผม ความงามเป็นสิ่งที่สัมพัทธ์กับสิ่งอื่น สุนทรียภาพอาจไม่บังเกิดเพียงแค่ผิวสัมผัสของกระดาษถ่ายเอกสาร
และลายมือที่ปรากฏอยู่ในนั้นได้ หากจะต้องมีความทรงจำที่เชื่อมโยงไปสู่เจ้าของลายมือนั้น บทสนทนาในงานเขียน
รวมไปถึงประสบการณ์ที่มีร่วมกันระหว่างตัวผมกับเธอ
เมื่อเราพบบางสิ่งที่ก่อให้เกิดความรู้สึกพึงใจ บางเราอาจเรียกสิ่งนั้นว่า “ความงาม” ดูเหมือนมีเงื่อนไขมากมายที่ประกอบกัน
ให้เราเกิดความรู้สึกดังกล่าว เงื่อนไขที่ว่าอาจอยู่ในรูปของกาลเวลาหรือการโหยหาอดีต ภาวะแวดล้อม การเปิดเผยอัตลักษณ์
ค่านิยมทางสังคม และอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่ประกอบซ้อนทับจนเราไม่อาจชำแหละแยกแยะองค์ประกอบของเงื่อนไขนี้ได้
ผมพยายามหยุดนิ่งเพื่อคิดถึงความงามอันบริสุทธิ์... แต่บางที... มนุษย์อาจไม่เคยรับรู้ความงามอันบริสุทธฺ์ ที่ปราศจากชุดข้อมูลอื่น
ที่เข้ามาช่วยก่อรูปแห่งความงามนั้น สภาวะนิพพานก็อาจจะว่างและบริสุทธิ์เกินกว่าจะเรียกว่าความงาม...
ผมเคยตั้งคำถามว่า...แล้วความงามสามารถมีอยู่ได้ด้วยตัวมันเองหรือไม่...
ถึงตอนนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องตอบคำถามนี้หรือเปล่า
การรับรู้ความงามของกระดาษปึกหนึ่ง ก็เปิดโอกาสให้เกิดการแสดงตัวของความงาม
การมองให้เห็นความงามของสิ่งหนึ่งอาจคือกระบวนการสำคัญให้เกิดความงาม
ความคิดนี้ทำให้ผมคิดถึงหลายครั้งที่ผมทำงานออกแบบ ผมอาจสร้างเพียง ‘สิ่งสวยงาม’ ออกไปสู่คนอื่นๆ
แต่ความงาม (สำหรับคนอื่นๆ) จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่มองมันค้นพบหรือเปิดโอกาสให้มันแสดงตัวตนออกมาเท่านั้น...
ผมคิด... ในการทำงาน ผมอาจจะทำงานออกแบบที่นำมาซึ่งความงาม (แก่ผู้พบเห็น) มากกว่าจะออกแบบแค่ ‘สิ่งสวยงาม’ ออกไปเท่านั้น
...กระดาษปอนด์ 80 แกรม 7 แผ่น
...เย็บลวดที่มุมซ้ายบน
...คือ วัตถุที่นำมาซึ่งความงามแห่งมิตรภาพระหว่างผมกับเพื่อนคนหนึ่ง
April 03, 2008
| วัตถุที่นำมาซึ่งความงาม |
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Thursday, April 03, 2008
2
comments
Labels: Article, Dregs, Inspiration
December 12, 2007
Post-Corruption

หลังจากจัดทำต้นแบบประเทศไทยที่ถูกโยงใยยึดเหนี่ยวด้วยหมุดและยางยืด
เพื่อถ่ายรูปสำหรับโปสเตอร์ที่จะต้องแสดงในนิทรรศการ
สัปดาห์ต่อมาเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดไว้ก็แสดงตัวออกมา ประหนึ่งกำลังจะย้ำเตือนว่า
ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะยึดเหนี่ยวโยงใยเหนียวแน่นเหนอะหนะอย่างไร
ผมจึงมีความคิดว่าจะต้องบันทึกงานนี้อีกครั้งเพื่อแสดงถึงความล่มสลายแห่งการคอร์รัปชั่น
ดังที่ปรากฏแก่สภาพของยางยืด ที่น่าจะรุ่งริ่งไปมากกว่านี้และมีอันเป็นไปในที่สุด

ที่กังวลก็คือขออย่าให้บ้านเมืองต้องขาดผึงรุ่งริ่งเหมือนงานข้าพเจ้าชิ้นนี้เลย
ไม่อย่างนั้น เป็ด-ไก่ อย่างเราจะหันหน้าไปทางไหนดี ช่วยบอกหน่อยนะ...
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Wednesday, December 12, 2007
3
comments
Labels: Article, Design Activities, Dregs, Works
March 30, 2007
:: คิดถึงคุณนายบังเอิญ ::

"ฟลุ๊ค" คุณนายบังเอิญ
ชาตะ สิงหาคม ๒๕๓๙ :: มรณะ ๑๒ นาฬิกา ๔๐ นาที ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๐
รักและคิดถึงสมาชิกในครอบครัวคนนี้เสมอ
ดีใจที่ลมหายใจสุดท้ายของฟลุ๊คอยู่ที่บ้านหลังเล็กที่มีสวนหน้าบ้าน...
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Friday, March 30, 2007
0
comments
Labels: Dregs
September 22, 2003
สวนลุมฯ
สันติ ลอรัชวี
๑๒ ก.ย. ๔๖
กลางปี ๒๕๔๕ ผมได้มีโอกาสพาคุณนายบังเอิญไปเดินเล่นที่สวนลุมพินีอีกครั้ง
หลังจากห่างหายไปจากสวนแห่งนี้กว่า ๑๕ ปี...
มีบางอย่างเกิดขึ้นในความคิดของผม ณ สวนแห่งนี้...
การได้เห็นความมีชีวิตชีวาของคุณนายบังเอิญ ซึ่งไม่ค่อยได้มีโอกาสมาสัมผัสธรรมชาติซักเท่าไหร่
สัญชาตญาณที่แท้จริง รอยยิ้มเปื้อนน้ำลาย ทำให้ผมตั้งมั่นขึ้นมาว่า ซักวันหนึ่งผมจะพาคุณนาย
ไปอยู่ในบ้านที่มีสวนเล็กๆ ร่มรื่น เป็นธรรมชาติมากกว่าตึกแถวที่เราใช้ชีวิตด้วยกันมาตลอด
รอไปก่อนนะ คุณนาย...
คุณประพาสและคุณนายบังเอิญ
ระหว่างที่ปล่อยให้คุณนายเดินเล่นดมดินดมหญ้าไปตามเรื่อง ความรู้สึกนึงที่เกิดกับผมก็คือ
ความรู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด ความเป็นสวนเล็กๆในองค์ประกอบ...
ความรู้สึกดังกล่าวนำผมไปสู่ความผ่อนคลาย ออกจากความสำคัญในตัวตน วางตัวเองลง
เป็นความผ่อนคลายที่พิเศษ มันมากกว่าการนอน ดูหนังหรือฟังเพลง ได้พลังบางอย่างกลับมาสู่ชีวิต
ไม่ใช่การปลง แต่น่าจะเป็นการทำความเข้าใจในการดำรงอยู่มากขึ้น
เซ็นทรัล ปาร์ค ในนิวยอร์คคงไม่ต่างจากสวนลุมของเราหรอก...
เพราะเราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ เท่านั้น (ไม่ว่าจะเทียบกับสวนลุมหรือสวนเล็กๆ หน้าบ้าน)
คุณกุลสตรี
ปล. ขณะนี้ผมและคุณนายบังเอิญ พร้อมกับคุณประพาสและคุณกุลสตรี
ได้ย้ายไปอยู่บ้านเล็กๆ ที่มีสวนหน้าบ้านแล้ว....
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Monday, September 22, 2003
Labels: Dregs
March 04, 1997
Automatic Design Machine
by Santi
// From a Communication Design student to a professional graphic designer working as Company's employee and freelance designer as well as the role of university teacher give me the intelligent thinking, visions and appreciation that have been changing at all time.
When I was going to finish my education and I aimed, at the time, to be a graphic designer, I had my intention, determination and confidence that I was more than ever ready for this sort of profession. So when I started to work in a company for my profession I was quite happy. I tried to produce my best works and intended to learn all kind of production processes as much as I could. But when the time by, I discovered that my determination, confidence, especially my full desire of self-contained had been gradually decreased as if I was becoming " an automatic design machine ". What made me feel like that? the company I was working for? my colleagues? or customer? I think the answer is I put the pressure on myself for what had happened in the designing business I was confronting at that moment. I did not want to modify design works with the reason that was not a real reason: the reason of believing, feeling or personal refined taste. I had only the thought of being an ordinary graphic designer whose duty was to achieve the assigned works completely.
From there I had changed my status to be a freelance designer hoping that I could utilize the working environment flexibility to produce more of qualified design work. But it did not be as I expected. I became " an automatic design machine " once more. That was because of the worthy of trusts and vision of customers given to the freelance graphic designer like myself was far less than those who are working for the company. The direct contact with customers produced numerous odds either the working concept or even the art direction which it should be a duty in decision making performed by a designer. Self pressure was back but this time I was ready to deal with such pressure and began to look for the way out ahead.
Presently I changed my role to be an instructor in Communication Design Departmemt, School of Fine and Applied Arts, Bangkok University. I still accept some design jobs if they respect and believe in me.
I think teaching in university produces the pressure as well but this is the positive pressure:
1. Try to seek more knowledges successively in order to learn to know differently in both theoretical and practical process can be brought to communicate with students understandably and up to date.
2. The determination to make out good design work by students I think it depends upon our design works performances that must express the quality and determination of those performances as well.
As of now I think I am ready with good appreciation for both designer and teacher. With this appreciation I still put the pressure on myself. I think I do not have enough potential either for my knowledges, experiences, or the international existence which are the necessary factors to the world environments in the present an in the future that I could resond to my appreciation completely.
My decision at this time, therefore, is the significent step in seeking more knowledges, experiences and international existence for myself either in the way of perspectives, ideas and methods that I am going to express effectively both in my design work and teaching.
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Tuesday, March 04, 1997
0
comments
Labels: Dregs