April 23, 2008

| ดีไซน์ด้วยจิตสำนึก – ดีไซน์เพื่อสังคม |

ได้อ่านบทความที่เขียนถึงนักออกแบบคนโปรด ‘โจนาธาน บาร์นบรูค’ (Jonathan Barnbrook) จากเว็บประชาไท (www.prachatai.com)
โดย : ตติกานต์ เดชชพงศ เผยแพร่วันที่ 13 ม.ค. 2550 ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อให้ผู้อ่านบล็อค Grafiction ครับ
ถ้าจะอ่านจากเว็บประชาไทได้ด้วยการลิงค์ที่หัวเรื่องได้เลยครับ หรือทำความรู้จักกับ Branbrook เพิ่มเติมที่ http://www.barnbrook.net/


‘โจนาธาน บาร์นบรูค’ (www.pingmag.jp)

ในแวดวงนักออกแบบตัวอักษร (หรือที่เรียกกันเก๋ๆ ว่า Typographer) ชื่อเสียงเรียงนามของ ‘โจนาธาน บาร์นบรูค’ (Jonathan Barnbrook) เป็นที่รู้จักกันดีในระดับโลกตั้งแต่ยุค 90’s เป็นต้นมา
ด้วยผลงานการสร้างสรรค์ Font หรือ ตัวพิมพ์อักษรภาษาอังกฤษที่สามารถนำไปใช้ในการออกแบบสื่อโฆษณาต่างๆ ได้อย่างมีสีสันและมีสไตล์ที่หลากหลาย
 
ที่สำคัญ ผลงานของบาร์นบรูคถูกยกย่องจากคนในวงการว่าเป็นการออกแบบตัวอักษรที่ผสมผสานระหว่าง ‘ความเป็นศิลปะ’ และ ‘การนำไปใช้ประโยชน์ด้านการออกแบบ’ ได้อย่างลงตัว




ผลงานการออกแบบของ โจนาธาน บาร์นบรูค

นิทรรศการที่จัดแสดงงานออกแบบตัวอักษรของเขาถูกจัดขึ้นตามมหานครที่เป็นผู้นำของโลกในด้านการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น ลอนดอน นิวยอร์ก หรือว่าญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ทำให้บาร์นบรูค
ถูกกล่าวขวัญถึง ไม่ได้เกิดจากชื่อเสียงในการออกแบบตัวอักษรเพียงอย่างเดียว เพราะดีไซเนอร์ชาวอังกฤษคนนี้ยังเป็นที่รู้จักในอีกฐานะหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า ‘Conscientious Designer’
 
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะหาคำศัพท์ภาษาไทยมานิยามอย่างไรให้ลงตัว แต่ถ้าจะแปลแบบทื่อๆ ก็คงต้องบอกว่ามิสเตอร์บาร์นบรูคเป็น ‘ดีไซเนอร์ด้วยจิตสำนึก’ คนหนึ่ง ซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับ
การออกแบบงานโฆษณาและสื่อต่างๆ (ซึ่งถือเป็นพาณิชย์ศิลป์) ว่า ‘จรรยาบรรณของดีไซเนอร์หรือนักออกแบบ คืออะไรกันแน่?’
 
ถ้าเป้าหมายสูงสุดของการออกแบบ คือการตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลทางศิลปะในผลงานที่ทำให้ได้ (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่นักออกแบบทั่วไป
ใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการทำงาน)
 
สำหรับบาร์นบรูค เขารู้สึกว่าแค่นั้นไม่น่าจะพอ...
 
ในเวลาต่อมา เงื่อนไขในการทำงานของบาร์นบรูคไม่ได้จำกัดอยู่แค่ว่าลูกค้าของเขาเป็นใคร ต้องการงานออกแบบประเภทไหน หรือกลุ่มเป้าหมายคือใคร แต่การตั้งคำถามถึง ‘เจตนา’ และ
‘ปูมหลัง’ ของลูกค้าที่เขาต้องออกแบบงานให้ กลายเป็นเรื่องที่บาร์นบรูคใส่ใจมากเป็นพิเศษ และสิ่งสำคัญที่เขาสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ลูกค้าของเขาเคย ‘ทำอะไร’ มาบ้าง และถ้าหากผลงาน
ที่เขาออกแบบต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทหรือธุรกิจที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนส่วนใหญ่ บาร์นบรูคเลือกที่จะไม่รับงานนั้น...
 
ลำพังแค่การปฏิเสธไม่ร่วมสังฆกรรมกับลูกค้าที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่สิ่งที่ทำให้บาร์นบรูคได้รับความเลื่อมใสจากคนในแวดวงนักออกแบบ คือการต่อยอดผลงาน
ด้วยการออกแบบเพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำโฆษณารณรงค์เรื่อง ‘วันไม่ซื้ออะไรเลย’ หรือ Buy Nothing Day ร่วมกับองค์กร Adbusters เพื่อเชิญชวนให้ประชากรโลกงดซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย
เป็นเวลาหนึ่งวัน (ก็ยังดี) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ต่อต้านลัทธิบริโภคนิยม รวมไปถึงการแสดงจุดยืนต่อต้านเผด็จการทางการเมืองอย่างผู้นำประเทศเกาหลีเหนือและผู้นำสหรัฐอเมริกา
 
แน่นอนว่าคนที่หมั่นไส้นักออกแบบศีลธรรมจ๋าอย่างบาร์นบรูคก็มีไม่น้อย แต่ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ ฉันใดก็ฉันนั้น บาร์นบรูคจึงพร้อมเสมอสำหรับการให้สัมภาษณ์ออกสื่อ เพื่อเปิดสมองและ
ความคิดให้คนที่สนใจได้วิพากษ์วิจารณ์กันเต็มที่!
 
บทสัมภาษณ์ โจนาธาน บาร์นบรูค
แปลและเรียบเรียงจาก ‘Jonathan Barnbrook about responsibilities in design’

 
+คุณกลายเป็นนักออกแบบเพื่อสังคมอย่างจริงๆ จังๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่
มันเกิดจากความคิด 2 ประการที่อยู่ในหัวผม แต่การเรียกอย่างนั้นมันฟังดูเหมือนผมเป็นเจ้าลัทธิโอมชินริเกียวหรืออะไรทำนองนั้นเลยนะ... (หัวเราะ)
 
ความคิดแรกเกิดขึ้นตอนที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ ตอนนั้นผมสับสนและไม่มีความสุขกับการทำงานโปรเจกต์ที่ต้องเสนอขายลูกค้า พอขึ้นปีสอง ผมก็หันมาสนใจเนื้อหาในหนังสือ ‘สเตปเปนวูล์ฟ’
ของเฮอร์มัน เฮสเส ผมรู้ว่าคนเยอรมันเกลียดหนังสือเล่มนี้ เพราะมันเป็นหนังสือที่พวกเขาถูกบังคับให้ต้องอ่านประกอบการเรียน แต่มันเป็นหนังสือเล่มแรกที่อ่านแล้วทำให้ผมเข้าใจประสบการณ์
ในชีวิตตัวเอง ผมบอกกับตัวเองว่าไม่มีวันที่ผมจะหางานทำไม่ได้ และไม่มีทางที่ผมจะยอมตกงานอย่างเด็ดขาด แต่ผมก็นึกขึ้นได้ในตอนนั้นว่าถ้าเราทำงานในสิ่งที่เรารักและพร้อมทุ่มเทให้กับมัน
งานดีๆ ก็จะตามหาเราจนเจอ และผู้คนก็จะสนใจในงานนั้นด้วย
 
ส่วนความคิดที่สอง เกิดขึ้นหลังจากที่ผมออกจากวิทยาลัยมาแล้ว ผมทำงานออกแบบตัวอักษรอยู่นาน ผมเริ่มต้นทำโครงการศิลปะที่เกี่ยวกับการออกแบบตัวอักษรหรือประโยคต่างๆ ที่ตอนแรกก็
ยังไม่มีความหมายอะไร เพราะอย่างนั้นผมเลยพยายามหาอะไรที่มันจะสร้างความหมายให้กับผลงาน และประเด็นเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง ก็เป็นสิ่งที่ผมนำมาพูดถึงและใส่ไว้ใน
ผลงานมากที่สุด
 
+คุณพอจะยกตัวอย่างผลงานออกแบบที่ประสบความสำเร็จในการช่วยเปลี่ยนทัศนคติของผุ้คนเกี่ยวกับประเด็นที่คุณแทรกไว้ในผลงานได้ไหม
ผมไม่คิดว่ามันจะได้ผลขนาดนั้นนะ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารชนิดไหนก็ไม่มีทางเปลี่ยนผู้คนได้ในทันทีทันใดหรอก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเห็นโฆษณารถยนต์ คุณไม่มีทางพูดว่า ‘นี่เป็นรถที่เจ๋ง
มาก’ จากนั้นก็ไปซื้อรถทันที แต่ผลงานโฆษณาต้องใช้เวลาในการซึมซับลงไปในจิตสำนึกของคุณ ซึ่งมันก็คงได้ผลแบบเดียวกับการนำเสนอข้อความทางการเมืองลงไปในนั้นนั่นแหละ
 
ถ้าคุณลองมองไปในอดีต ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเพียงเพราะโปสเตอร์หรือการโฆษณาชวนเชื่อเพียงครั้งเดียว งานที่ผมทำอยู่ก็คือการเพิ่มเติมพื้นที่ทางความคิดเกี่ยวกับเรื่อง
การเมืองให้กับคนในสังคม เวลาที่คุณทำอะไรบางอย่าง และคุณเห็นว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง ผมรู้ว่านั่นคือความสำเร็จ เพราะอย่างเรื่องโลกาภิวัตน์ที่กลายเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็
พูดถึง และไม่ได้เป็นการพูดถึงในแบบที่เคยพูดกันเมื่อสิบปีก่อนด้วย นี่เป็นผลจากการประท้วงและการผลักดันของคนธรรมดาๆ ที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนใหม่
 
เวลาที่ผมคุยกับดีไซเนอร์หลายๆ คน ผมพบว่าพวกเขาไม่เคยตั้งคำถามกับลูกค้าที่เขาทำงานด้วย ตราบใดที่พวกเขายังได้ออกแบบผลงานเท่ๆ และลูกค้าพวกนั้นก็จ่ายเงินแพงๆ ให้ แต่ผมยิ่งกว่า
ดีใจเสียอีกนะ เพราะผมสังเกตเห็นว่าระยะหลังๆ มีคนตั้งคำถามเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น
 
+คุณคิดว่าการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์แบบที่คุณเป็นอยู่มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมจริงๆ หรือ และคุณคิดว่างานของคุณสร้างอิทธิพลให้กับคนอื่นได้อย่างไร
ดีไซเนอร์มีพลังมากมายมหาศาลเลยล่ะ เพราะสิ่งที่คุณทำคือการสร้างสื่อที่จะส่งสารไปยังมวลชน และสื่อนั้นก็มีความหมาย มันสามารถทำให้เกิดการก้าวกระโดด หรือไม่ก็อาจจะช่วยเปลี่ยน
สังคมได้โดยทางอ้อม
 
+คุณเลือกที่จะสร้างบริษัทเล็กๆ และมีสตูดิโอขนาดไม่ใหญ่นัก เพื่อที่คุณจะได้มีโอกาสคัดกรองลูกค้าที่อยากทำงานด้วย
หรือบางคนอาจเลือกทำงานแบบฟรีแลนซ์ ซึ่งอาจจะเป็นการตัดปัญหาไม่ให้มีใครมาบงการว่าคุณต้องทำอย่างไร แต่มันพอจะมีตัวเลือกอื่นๆ ไหมสำหรับดีไซเนอร์ที่ยังต้องทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ
และไม่มีอิสระในการเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำงานไหน

สิ่งที่คุณทำได้คือการสร้างความสมดุลในชีวิตนอกเหนือจากเวลางาน คุณสามารถใช้ทักษะของคุณได้อย่างเต็มที่ ผมรู้ว่าคนในแวดวงนักออกแบบก็ทำงานกันหนักอยู่แล้ว แต่ทักษะในการออกแบบ
คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ คุณสามารถทำอะไรบางอย่างให้กับองค์กรท้องถิ่น หรือแม้แต่องค์กรระดับโลกที่ต้องการผลงานออกแบบที่สร้างสรรค์เพื่อดึงดูดผู้คน เรื่องพวกนี้คือสิ่งที่ทำได้
ดีกว่าการหันหลังให้กับลูกค้าบางรายในขณะที่คุณยังต้องทำงานให้กับนายจ้างที่ให้เงินเดือนคุณอยู่ คุณต้องสร้างความสมดุลให้กับผลงานด้านบวกและผลงานด้านลบ แต่ถ้าเกิดว่าคุณทำงานเป็น
ฟรีแลนซ์ ผมว่าคุณควรพยายามหาหลักเกณฑ์บางอย่างมาใช้ในการตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับทำงานชนิดไหน
 
ผมไม่ชอบการตั้งคำถามประมาณว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายล่ะ” ผมว่ามันเป็นคำถามที่ลดคุณค่าของคุณลงไป และเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น ถ้าคุณเชื่อว่างานออกแบบมีคุณค่า
จริงๆ ล่ะก็ คุณควรจะใช้มันในทางที่สร้างสรรค์มากกว่าจะใช้มันในการทำงานโดยไม่เคยตั้งคำถามอะไรเลย
 
คุณไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าบริษัทใหญ่ๆ ที่คุณทำงานอยู่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในโลกใบนี้ และคุณก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่าบทบาทของงานดีไซน์แทรกอยู่ในนั้นด้วย
มันมีเรื่องของสังคม การเมือง และผลกระทบต่อจิตใจต่อผู้คนแทรกอยู่ในหน้าที่ของคุณ-ในฐานะดีไซเนอร์
 
คนเราไม่ควรเสแสร้งทำเป็นว่าไม่มีส่วนรับผิดชอบในสิ่งเหล่านั้น เพราะเราต้องรับผิดชอบ พวกเราทุกคนนั่นแหละ ที่ต้องรับผิดชอบ!
 
+คุณสามารถพูดเรื่องจรรยาบรรณของคุณกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาได้หรือเปล่า ถ้าทำได้จริง คุณทำยังไง
มันขึ้นอยู่กับว่าคุณมีลูกค้าประเภทไหนบ้าง เมื่อเร็วๆ นี้มีบริษัทแห่งหนึ่งในเกาหลีถามว่าเราจะทำให้คนจดจำสัญลักษณ์ของบริษัทได้อย่างไร กิจการของบริษัทนั้นคือโรงแรมที่มีเครือข่ายมากมาย
ที่จริงเวบไซต์ของพวกเขาเจ๋งดีนะ ในนั้นมีรูปภาพครอบครัวแสนสุขโชว์อยู่ด้วย แต่จริงๆ แล้วแหล่งเงินของบริษัทนี้ มาจากการค้าอาวุธสมัยสงครามเกาหลี พวกเขาเคยขายกับระเบิดที่ถูกนำไปวาง
ทั่วเกาหลี รวมถึงแก๊สน้ำตาที่ใช้กับนักศึกษาที่ลุกขึ้นมาต่อต้านสงครามในยุค 80 ด้วย เพราะงั้น คุณจะต้องไม่ทำงานให้กับคนพวกนี้!
 
เราได้รับการติดต่อจากบริษัทที่มีปูมหลังคล้ายๆ อย่างนี้อีกหลายราย ทางเราก็จะติดต่อกลับไปในแบบสุภาพชนน่ะนะ แล้วก็อธิบายเหตุผลให้พวกเขาเข้าใจว่าทำไมเราถึงไม่อาจทำงานให้ได้
อย่างบริษัทเกาหลีรายนั้น ผมว่าพวกเขาพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากเลยนะ แต่พวกเขาก็ไม่เคยตอบกลับมา พวกเขาคงไม่อยากพูดถึงมัน แต่อย่างน้อยผมก็ยังได้บอกกับเขาแล้วว่าทำไมผมถึง
ไม่ทำงานให้พวกเขา
 
+คุณตัดสินใจอย่างไรว่าจะทำหรือไม่ทำงานไหน เพราะถึงจะทำการวิจัยอย่างดีก่อนที่จะรับงาน บางบริษัทก็อาจจะยังมีความลับดำมืดซ่อนไว้อยู่ดี
แน่นอนว่าถึงจะทำวิจัย แต่มันก็บอกอะไรเราได้ไม่หมดหรอก แต่ถ้ารู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ผมก็จะไม่รับทำงานนั้น แต่คุณก็คงจะพบอยู่บ่อยๆ แหละว่าบริษัทอีกมากมายที่มีปัญหา
เรื่องการทำงานประเภทนี้ อย่างบริษัทของผมก็ยังใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของแอปเปิลที่ผลิตในจีน ซึ่งผมไม่มีทางรู้เลยว่าคนงานในโรงงานประกอบคอมพิวเตอร์ในจีนจะได้รับการปฏิบัติอย่างดี
จากนายจ้างหรือเปล่า
 
หลายสิ่งหลายอย่างมันซับซ้อนมากขึ้นน่ะ! ถ้าจะให้พูดสั้นๆ ผมจะบอกว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัท คุณก็สามารถตัดสินใจได้เลยว่างานไหนที่คุณจะรับทำ และถ้าคุณเป็นลูกจ้างคนหนึ่งของบริษัท
คุณคงต้องหาทางสร้างความสมดุลโดยการทำงานนอกเวลา แต่ถ้าเกิดคุณรู้สึกว่าคุณควรจะออกจากที่นั่น คุณก็ควรจะตัดสินใจเดินจากมา งานออกแบบของคุณไม่มีวันแยกจากคุณได้อยู่แล้ว!
 
+ภรรยาของคุณเป็นชาวญี่ปุ่น และในขณะเดียวกัน สังคมญี่ปุ่นก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยความสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นกระแสบริโภคนิยมหรือว่าโลกาภิวัตน์ คุณมีความคิดเห็นเฉพาะเจาะจงอย่างไรกับคนญี่ปุ่นหรือเปล่า
ดูเหมือนว่าดีไซเนอร์ในญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กำลังจมอยู่กับสไตล์มากเกินไป และเรื่องของสไตล์ก็ไม่เกี่ยวกับความเจ๋งสักหน่อย!!! สไตล์ที่แท้จริงเกิดจากปรัชญาเบื้องหลังการทำงาน
และมันก็เกี่ยวกับการพยายามแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับงานออกแบบต่างหากล่ะ!
 
เพราะฉะนั้น ผมหวังว่าดีไซเนอร์ทั้งหลายจะทำตัวเองให้เป็นนักแก้ปัญหาด้านการออกแบบมากกว่าจะเป็นกลุ่มคนที่ผูกขาดในการสร้างสไตล์น่ะ
 
+ตอนนี้คุณกำลังทำงานหรือโครงการอะไรอยู่บ้าง
ผมกำลังเตรียมงานแสดงนิทรรศการที่จะจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ลอนดอนในเดือนมิถุนายนนี้ แล้วก็กำลังทำหนังสือรวมผลงานออกแบบ ซึ่งเป็นงานของสตูดิโอผมเอง
หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า Barnbrook Bible ซึ่งผมใช้เวลากับมันมา 5 ปีแล้ว ผมหวังว่ามันคงจะเสร็จก่อนที่นิทรรศการจะเริ่มนะ
 
สำหรับงานที่เป็นด้านพาณิชย์ศิลป์ เรากำลังทำโฆษณาเพื่อองค์กรการกุศลอย่างยูนิเฟม (Unifem) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ เป็นองค์กรที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาสตรี
โครงการที่เรารับทำจะเกี่ยวข้องกับการต่อต้านการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง
 
ล่าสุดเราทำงานออกแบบให้กับริวอิชิ ซากาโมโต ผู้ก่อตั้งเวบไซต์ Stop Rokkasho ที่ต่อต้านการสร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณูในญี่ปุ่นด้วย เพราะมีข่าวว่าเตาปฏิกรณ์ฯ
หลายแห่งมีสารกัมมันตภาพรังสีรั่วออกมา และมันก็เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของยูเรเนียมด้วย มันอาจจะถูกนำไปใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้
 
เวลาที่เราแสดงงานนิทรรศการ เราต้องการทำงานเกี่ยวกับเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในตอนนั้น เพราะงานออกแบบอาจจะอยู่ไม่ได้นาน เราก็เลยพยายามทำให้แน่ใจว่าเราได้สร้างสรรค์บางสิ่ง
บางอย่างที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับมัน เราต้องการที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมและการเมืองในหนทางที่จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด และแทนที่เราจะไปตะโกนป่าวร้อง
ผมว่าการทำให้มันดูสุภาพและมีมนุษยธรรม ดูจะเป็นหนทางที่ดีกว่ากันเยอะ

April 03, 2008

| วัตถุที่นำมาซึ่งความงาม |

หลายปีก่อน ผมค้นเจอเอกสารแปลฉบับหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังจัดระเบียบโต๊ะทำงานที่บ้าน
เอกสารฉบับนี้...เพื่อนอาจารย์คนหนึ่งเคยมอบให้ผมมาเมื่อหลายปีก่อน
ผมและเพื่อนคนนี้รู้จักกันจากการสอนในวิชาเดียวกันที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
เอกสารที่ว่าแปลมาจากงานเขียนของ กฤษณามูรติ เรื่อง “ความสวยงามกับการรับรู้” เธอบอกผมว่าเธอนั่งแปลมัน
ระหว่างที่เธอเฝ้าไข้คุณพ่อที่โรงพยาบาล...

ระหว่างที่นั่งอ่านเอกสารปึกนี้อีกครั้ง เป็นบทสนทนาเกี่ยวกับมุมมองเรื่องความงามระหว่าง ‘ผู้ถาม’ กับ ‘ผู้ตอบ’
ทำให้รู้สึกเหมือนได้พูดคุยกับเธออีกครั้ง เราไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกัน รู้จักกันด้วยหน้าที่การงาน แต่ผมรู้ดีว่า
ความงามแห่งมิตรภาพ ไม่ได้อยู่ที่เงื่อนไขของระยะเวลาและบทพิสูจน์ต่อวิกฤตการณ์ใดๆ

// ความงามคืออะไร... สิ่งใดคือมาตรวัดความงามที่แท้จริง //
สำหรับกรณีของผม ความงามเป็นสิ่งที่สัมพัทธ์กับสิ่งอื่น สุนทรียภาพอาจไม่บังเกิดเพียงแค่ผิวสัมผัสของกระดาษถ่ายเอกสาร
และลายมือที่ปรากฏอยู่ในนั้นได้ หากจะต้องมีความทรงจำที่เชื่อมโยงไปสู่เจ้าของลายมือนั้น บทสนทนาในงานเขียน
รวมไปถึงประสบการณ์ที่มีร่วมกันระหว่างตัวผมกับเธอ

เมื่อเราพบบางสิ่งที่ก่อให้เกิดความรู้สึกพึงใจ บางเราอาจเรียกสิ่งนั้นว่า “ความงาม” ดูเหมือนมีเงื่อนไขมากมายที่ประกอบกัน
ให้เราเกิดความรู้สึกดังกล่าว เงื่อนไขที่ว่าอาจอยู่ในรูปของกาลเวลาหรือการโหยหาอดีต ภาวะแวดล้อม การเปิดเผยอัตลักษณ์
ค่านิยมทางสังคม และอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่ประกอบซ้อนทับจนเราไม่อาจชำแหละแยกแยะองค์ประกอบของเงื่อนไขนี้ได้
ผมพยายามหยุดนิ่งเพื่อคิดถึงความงามอันบริสุทธิ์... แต่บางที... มนุษย์อาจไม่เคยรับรู้ความงามอันบริสุทธฺ์ ที่ปราศจากชุดข้อมูลอื่น
ที่เข้ามาช่วยก่อรูปแห่งความงามนั้น สภาวะนิพพานก็อาจจะว่างและบริสุทธิ์เกินกว่าจะเรียกว่าความงาม...

ผมเคยตั้งคำถามว่า...แล้วความงามสามารถมีอยู่ได้ด้วยตัวมันเองหรือไม่...
ถึงตอนนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องตอบคำถามนี้หรือเปล่า
การรับรู้ความงามของกระดาษปึกหนึ่ง ก็เปิดโอกาสให้เกิดการแสดงตัวของความงาม
การมองให้เห็นความงามของสิ่งหนึ่งอาจคือกระบวนการสำคัญให้เกิดความงาม
ความคิดนี้ทำให้ผมคิดถึงหลายครั้งที่ผมทำงานออกแบบ ผมอาจสร้างเพียง ‘สิ่งสวยงาม’ ออกไปสู่คนอื่นๆ
แต่ความงาม (สำหรับคนอื่นๆ) จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่มองมันค้นพบหรือเปิดโอกาสให้มันแสดงตัวตนออกมาเท่านั้น...

ผมคิด... ในการทำงาน ผมอาจจะทำงานออกแบบที่นำมาซึ่งความงาม (แก่ผู้พบเห็น) มากกว่าจะออกแบบแค่ ‘สิ่งสวยงาม’ ออกไปเท่านั้น

...กระดาษปอนด์ 80 แกรม 7 แผ่น
...เย็บลวดที่มุมซ้ายบน
...คือ วัตถุที่นำมาซึ่งความงามแห่งมิตรภาพระหว่างผมกับเพื่อนคนหนึ่ง

March 03, 2008

| บทความว่าด้วยเรื่องจั๊กแร้ |

เริ่มพูดคุยประเด็นรักแร้ จั๊กกะแร้ จั๊กแร้ หรือ วงแขน (ตามการบัญญัติจากงานโฆษณาในยุคหลังๆ) ของผู้หญิง
กับคนรอบข้างมาซักพัก อีกทั้งยังมีความสนใจอยากจะถ่ายภาพจั๊กแร้ของสาวๆ เก็บไว้เพื่อจัดเป็นนิทรรศการภาพถ่ายในอนาคต
เผื่อว่าหลายๆ คนจะลืมไปว่าจริงๆ แล้วจั๊กแร้ของเราๆ ไม่อาจขาวใสเนียนปราศจากตุ่มใดๆ ได้ดังภาพมายาที่เราเห็นจากภาพ
ในนิตยสารแฟชั่นต่างๆ ที่รีทัชกันจนตึงในระดับที่ไม่อาจจะพับแขนลงมาได้...
แต่ก่อนจะเริ่มลงมือถ่ายภาพชุดนี้ สงสัยต้องหาสาวๆ ผู้ที่เข้าใจและให้”ความร่วมจั๊กแร้”ก่อน...

พอดีได้ไปอ่านบทความในเว็บของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ในหมวด*หมายเหตุสังคม
ก็เลยนำมาลงไว้เพื่อเป็นข้อมูลค้นคว้าของตนเองต่อไป อีกทั้งอาจมีผู้อ่านที่สนใจเกี่ยวกับจั๊กแร้ของสาวๆ เหมือนกันครับ
เชิญครับ...

เมื่อจั๊กแร้เริ่มเลือนหายไป
(ย่อความจากบทความของเกษียร เตชะพีระ ใน มติชนรายวัน 6 ก.ย. 2545 น.6)

สังเกตบ้างไหมครับว่าโฆษณาทีวีระยะหลังนี้แอ็กเกรซสีฟขึ้นมาก... เช่น แทนที่จะโฆษณาแป้ง น้ำยาฉีดพ่นหรือลูกกลิ้งทาจั๊กแร้
ว่าทำให้ผู้ซื้อใช้จั๊กแร้ขาวและหอม โดยสร้างสถานการณ์ที่ตัวแสดงต้องยกแขนเผยให้คนอื่นได้เห็นและได้กลิ่นจั๊กแร้ของตนโดยบังเอิญ
(เช่น โหนรถเมล์ ชี้มือชี้ไม้ประกอบการพรีเซ้นต์ต่อที่ประชุม ฯลฯ) หรือจำเป็น (ถูกโจรทะลึ่งจี้ให้ยอมแพ้ยกมือขึ้นกลางซูเปอร์สโตร์ ฯลฯ)
ดังก่อน เดี๋ยวนี้กลับให้ตัวแสดง (ซึ่งเป็นหญิงสาวเสมอ) ตั้งอกตั้งใจหาข้ออ้าง ฉวยโอกาสและสร้างเหตุการณ์สารพัด
ในอันที่จะยกแขนเปิดโชว์จั๊กแร้ทั้งสองของเธอเต็มจอต่อหน้าธารกำนัล (อาทิ ยกแขนโบกมือทักทายคนไม่รู้จัก ยกแขนฟุ่มเฟือยโพสท่าถ่ายรูป ฯลฯ)
เพื่ออวดโอ่ความขาวจั๊วะและ/หรือความหอมฉุยของจั๊กแร้ ให้ท่ายั่วยุและโฆษณาจั๊กแร้ตัวเองให้คนอื่นมาเชยชมและดอมดม
       
หากลองจับตาดูเอาหูฟังให้ดี น่าสนใจมากว่าในกระบวนการนี้ คำว่า "จั๊กแร้" "รักแร้" หรือ "ซอกแขน"
อันเป็นนามปกติธรรมดาที่เราใช้เรียก "ส่วนร่างกายที่อยู่ใต้โคนแขนเหนือสีข้างขึ้นไป" ชักจะค่อยๆ เลือนหายไปจากภาษาโฆษณาทีวี
และถูกแทนที่ด้วยคำว่า "วงแขน"
       
ผมเที่ยวเปิดพจนานุกรมภาษาไทยเล่มต่างๆ ที่มีอยู่ดู แต่ไม่พบคำ "วงแขน" ที่ไหนเลย ตัวเองก็ไม่เคยพบเคยเห็นหรือได้ยินได้ฟังใครใช้คำๆ นี้
เรียกสิ่งที่ปกติเราเรียกว่า "จั๊กแร้" มาก่อน สันนิษฐานว่าคงเป็นศัพท์ใหม่ที่วงการโฆษณาบัญญัติขึ้นใช้แทนคำว่า "จั๊กแร้" "รักแร้"
หรือ "ซอกแขน" ส่วนสาเหตุนั้น พอเข้าใจได้ไม่ยาก

การเปลี่ยนคำ (signifier) เป็นการเบิกทางไปสู่การเปลี่ยนความหมาย (signified) กล่าวคือ จะชอบหรือไม่อย่างไรก็ตาม คำว่า "จั๊กแร้" "รักแร้"
หรือ "ซอกแขน" ที่เราใช้เรียกบริเวณซอกเนื้ออับแคบที่อยู่ใต้แขนของเรามานานนมกาเลนั้น มันปนเปื้อนกลิ่น (เหม็นสาบฉุนเฉียว)
และแปดเปื้อนสี (ดำด่างรกทึบ) อย่างช่วยไม่ได้เสียแล้ว ต่อให้โกนขนถอนขนจนเกลี้ยงแล้วประทาฉีดพ่นทั้งแป้งหอม น้ำยาและลูกกลิ้ง
เพื่อดับกลิ่นล้างสีอย่างไร ความหมาย-กลิ่น-สีเดิมๆ ก็ยังคงเปื้อนคำอยู่ดี ยากแก่การลบล้างแยกออก
ดังแสดงเป็นสมการได้ว่า: -
 
      "จั๊กแร้" = [บริเวณใต้แขน + เหม็น + ดำ]
       
"จั๊กแร้" ที่ขาวและหอมเพราะโกนเกลี้ยงปรุงแต่งมาเสร็จสรรพ พร้อมสำหรับเพ่งพิศสูดดมนั้น ถึงจะขาวและหอมอย่างไร มันก็ยังเป็น "จั๊กแร้"
อยู่นั่นเอง ไม่ขาวสะอาดและหอมขาดเต็มร้อยไปได้ เพราะติดตรงที่มันยังเรียกเป็น "จั๊กแร้" ที่ติดสีกระดำกระด่างและติดกลิ่นตุๆ เดิมๆ อยู่
ล้างไม่ออก ทางแก้ปัญหาจึงต้องตัด "จั๊กแร้" "รักแร้" หรือ "ซอกแขน" ทิ้งเสียเลยทีเดียว แล้วแทนที่ด้วยคำที่กลางๆ กว้างๆ ปลอดโปร่งอากาศ
ถ่ายเท ("วง" ย่อมกว้างและโปร่งโล่งกว่าเป็นไหนๆ เมื่อเทียบกับ "ซอก") ไม่เปื้อนสี ไม่โชยกลิ่นติดคำมาก่อนหน้าอย่าง "วงแขน" ไง
ดังแสดงเป็นสมการได้ว่า: -

       "วงแขน" = [บริเวณใต้แขน + หอม + ขาว]
       

เพียงเรียกใหม่ว่า "วงแขน" เท่านั้น อีตรงนั้นก็น่าดูน่าดมกว่า "จั๊กแร้" เป็นไหนๆ เห็นไหมครับ?

ถ้าโฆษณา "วงแขน" ประสบความสำเร็จในการบัญญัติศัพท์เปลี่ยนภาษาใหม่ในกรณีนี้ ก็หมายความว่าในอนาคตไกลๆ เบื้องหน้า อนุชนรุ่นหลาน
เหลนโหลนของเราอาจไม่รู้จักคำ "จั๊กแร้" ด้วยซ้ำ รู้จักแต่ "วงแขน" หรือต่อให้รู้จัก "จั๊กแร้" ก็คงรู้จักและใช้มันในชีวิตประจำวันน้อยกว่า "วงแขน"
นักต่อนัก กล่าวคือ เราจะเปลี่ยนการรับรู้เป็นว่า "วงแขน" (ขาวและหอม) เป็นคำปกติ ส่วน "จั๊กแร้" เป็นคำโบราณหลงเหลือตกทอดมา
และหมายถึง "วงแขน" บางวงของใครบางคนที่ผิดปกติ เหม็นฉึ่งและดำรกเท่านั้น
       
ปรากฎการณ์นี้สอนให้รู้ว่า การทำจั๊กแร้หรือชิ้นส่วนอื่นๆ ของร่างกายให้เป็นสินค้า (commodification)
ย่อมดำเนินผ่านกระบวนการดังนี้คือ ->

-การแยกส่วนหรือปลดเปลื้องจั๊กแร้ออกมาจากบริบทองค์รวมแห่งร่างกายที่เป็นซอกอับแคบเสียก่อน (decontextualization)

-จากนั้นก็สลายวัตถุภาวะ (materiality) ของจั๊กแร้ หรือระเหิดมันทิ้งเสีย จนมันไม่ปนกลิ่น เปื้อนสีตามธรรมชาติ
หรือนัยหนึ่งก็คือเหมือนไม่เป็นจั๊กแร้ธรรมดาอีกต่อไป (dematerialization or sublimation)

-ดัดแปลงแนวคิด (concept) เกี่ยวกับจั๊กแร้เสียใหม่ จาก [บริเวณใต้แขน + เหม็น + ดำ] -> [บริเวณใต้แขน + หอม + ขาว]
โดยบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า "วงแขน" ใช้เรียกบริเวณร่างกายส่วนนั้นแทน "จั๊กแร้" เสีย เพื่อให้ "วงแขน" สื่อความหมาย [หอม + ขาว]
แทนความหมาย [เหม็น + ดำ] ของจั๊กแร้แต่เดิม (resignification of จั๊กแร้)

-นำไปสู่การอวดโอ่โฆษณาจั๊กแร้ตัวเองต่อสาธารณะอย่างเต็มภาคภูมิ (publicization of จั๊กแร้) ซึ่งก็คือการปลดปล่อยจั๊กแร้จากพื้นที่สงวน
ส่วนตัว (private sphere) ไปเริงร่าอยู่ในพื้นที่สาธารณะ (public sphere) เป็นของโก้ของโชว์ เป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์สาธารณะ
และเอกลักษณ์แห่งตัวตน (จั๊กแร้ as part of one own's public image & self-identity) ในที่สุด...

       
บัดนั้น การทำจั๊กแร้ให้เป็นสินค้าก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ล้วงจั๊กแร้ออกมาจากซอกแขนสาวๆ สำเร็จ เสกมันให้กลายเป็น "วงแขน"
แล้วเพิ่มยอดขายสินค้าผูกพ่วง "วงแขน" ให้พุ่งปรู๊ดปร๊าด

ทุนนิยมโฆษณา-บริโภคนิยมได้รุกคืบเข้าทำจั๊กแร้ให้เป็นสินค้าเรียบร้อยแล้ว หลังจากประสบความสำเร็จในการทำชิ้นส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
ให้เป็นสินค้ามาก่อน ไม่ว่าทรงผม ใบหน้า ขาอ่อน ทรวดทรง สะโพก ก้น ท้องน้อย สะดือ... และก็คงจะล้วงลึกเข้าไปเปิดอะไรต่อมิอะไร
ออกมาโชว์ เปลี่ยนและขายอีกในไม่ช้า
       
อย่าเพ่อแน่ใจว่าจะมีอะไรเหลือ ของที่เคยรักนวลสงวนปิด ไม่เคยคิดว่าเปิดได้ ได้ถูกเปิดโชว์เปลี่ยนขายมาแล้วด้วยธนานุภาพโฆษณา-บริโภคนิยม
และ...ถ้าชื่อเดิมมันน่าเกลียดนัก...ก็อาจบัญญัติศัพท์ไพเราะสะอาดสะอ้านหอมฉุยใหม่ๆ เรียกมันซะใหม่ก็ได้

February 29, 2008

| ถึงลูกศิษย์ Com. Design 4 ทุกคน |

ผมเพิ่งอ่าน Blog ของทุกคนเสร็จเรียบร้อย ก็เลยอยากจะฝากข้อความถึงทุกๆ คน...

ผมอยากให้ทบทวนดูว่า ถ้าไม่จดจ่อไปกับผลงานการออกแบบที่น่าพอใจหรือดีเยี่ยมซักชิ้น
คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง... จากเทอมที่ผ่านมา
ผมเชื่อเสมอว่าการเรียนรู้อะไรซักอย่าง ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นจะได้ผลลัพธ์(ผลงาน)
ที่สวยงามเสมอไป แก่นของการศึกษายังน่าจะคงอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ ความคิด
และทัศนคติเชิงบวก มากกว่าการสร้าง Portfolio เพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ต่อไป

สำหรับผมแล้ว...คุณภาพของคุณทุกคน สำคัญกว่าคุณภาพของผลงานคุณเสมอ
แม้ว่าคุณภาพของคนอยู่ที่ผลของงาน แต่งานของคุณคือการพัฒนาตนเอง
ไม่ใช่งานออกแบบที่เราสมมติมันขึ้นมาทำกันในชั้นเรียนนะ

ไม่มีความจำเป็นต้องถอย... สำหรับคนที่ท้อ
ไม่จำเป็นต้องหยุด... สำหรับคนที่มั่นใจ
ผมเองในฐานะผู้สอน ไม่มีความสำคัญมากขนาดเป็นปัจจัยที่จะทำให้คุณเป็นนักออกแบบอย่างไร
ผมเป็นเพียงแค่เหตุการณ์หนึ่งที่คุณผ่านมันไปแล้ว

บัณฑิตย่อมรู้จักเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตนเองประสบ
ไม่ว่าเหตุการณืนั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม...

| มหรสพแห่งความฝัน ความหวัง และอุดมคติ (The Amusement of Dream Hope and Perfection) |




นิทรรศการ มหรสพแห่งความฝัน ความหวัง และอุดมคติ
โดย นที อุตฤทธิ์
หอศิลป์วิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย
18 ต.ค. ถึง 24 พ.ย. 2550

ผมขออนุญาตคัดบางส่วนของบทความประกอบนิทรรศการ
“การจู่โจมของวัตถุ: ภาพลักษณ์ที่แผ่ขยายออกไปสถิตย์อยู่ทุกหนทุกแห่ง” เขียนโดย สุรกานต์ โตสมบุญ
เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการชมผลงานจิตรกรรม และการมีบทความประกอบนิทรรศการศิลปะ
จะทำให้ผู้คนใกล้ชิดและสามารถเชื่อมโยงกับงานศิลปะมากขึ้น


ในการวิเคราะห์ข้อความที่มาจากจดหมายรักที่ว่า “Fair Countess, I am dying for love of your beautiful eyes” Vincent Descombes
ได้ผ่าแบ่งประโยคออกเป็น 5 องค์ประกอบย่อยได้แก่ (a) “Fair Countess” (b) “I am” (c) “dying” (d) “for love” และ
(e) “of your beautiful eyes” จากองค์ประกอบย่อยนี้ เมื่อได้ทำการเรียงสลับกันใหม่ เราจะได้วิธีการเรียงที่ต่างกันถึง 120 แบบไม่ซ้ำกัน
และในการเรียงแต่ละแบบก็จะให้ความรู้สึกและความหมายที่ต่างกันออกไปด้วย แต่เมื่อถามว่าแบบใดดีที่สุด Descombes กล่าวว่าคือแบบแรก
(หรือ a b c d e) เพราะเป็นแบบที่สอดรับกับรหัสหรือกฎเกณฑ์ทางสังคมในขณะนั้น – อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเรียงในแบบใด มีวิธีเล่าแบบใด
หรือเนื้อเรื่องมีรายละเอียดต่างกันอย่างไร ก็ยังสามารถสืบกลับไปได้ว่ายังเป็น “จดหมายรัก” อยู่ และทุกครั้งที่มีการเรียงประโยคใหม่
ความหมายตรง (denotation) คือการพรรณนาถึง “ความรักที่มีต่อผู้หญิง” หรือ “การหลงใหลในผู้หญิงคนนั้น”
ก็จะยังมีอยู่ในทุกครั้งของการเรียงสลับ แต่ ความหมายแฝง (connotation) จะเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้ง ในการวิเคราะห์ดังกล่าว
ชัยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ชี้ให้เห็นว่า ความหมายแฝง ซึ่งหมายถึง “ค่านิยมของสังคมในแต่ละช่วงสมัย” ของ Descombes
ก็คือสิ่งเดียวกันกับที่ Roland Barthes หมายถึง “อุดมการณ์หลัก” หรือ “มายาคติ” ซึ่งสังคมนั้นๆ กำหนดหรือเชื่อถือกันอยู่นั่นเอง

การผ่าแบ่งส่วนเสี้ยวของประโยคออกจากกันแต่ปรากฏว่า “องค์ประกอบย่อย” ยังคงมีอยู่ในประโยคที่จัดเรียงใหม่ได้ถึง 120 แบบตามที่
Descombes ยกตัวอย่างนั้น อาจนำมาเปรียบได้กับการพยายามที่จะคัดแยกเอาองค์ประกอบทางสายตา ซึ่งหมายถึง คุณสมบัติ
(ผลทางการมองผิวเนื้อวัสดุ, สีสัน, รูปทรง, ขนาด-สัดส่วน, ความเฉพาะของพื้นที่ตั้ง, ฯลฯ) และกฎเกณฑ์ของแสงสี (การสะท้อนแสง-สี,
การสื่อแสดงของแสงเงา, ฯลฯ) ที่มีอยู่บนผิวพื้นหรือรูปทรงสัญญะที่เป็นจริงของวัตถุสิ่งของ, ธงชาติ, รูปประติมากรรม, ดอกไม้, ถุงหิ้ว
และตุ๊กตาเด็กเล่น ออกเป็นส่วนเสี้ยวต่างๆ แล้วจึงดัดแปลงหรือแปรสภาพในแบบที่ยังคงทิ้งร่องรอยดั้งเดิมให้ผู้ชมยังคงสามารถย้อนกลับไปรับรู้
สภาวะดั้งเดิม (รูปประโยคเดิม หรือรูปสัญญะ/ตัวตนวัตถุต้นแบบ) ได้ ก็คือการยังคงส่วนเสี้ยวต่างๆ จากรูปประโยคเดิมให้ผู้อ่านยังปรากฏรับรู้
ว่าประโยคนั้นมี ความหมายตรง ว่าอะไร หรือให้ผู้ชมยังรับรู้ว่ารูปสัญญะนั้นยังคงเป็น/หมายถึง ธงชาติไทย, พระบรมรูปทรงม้า, ฯลฯ
อยู่การแปรเปลี่ยนคุณสมบัติและกฎเกณฑ์ของแสงสีที่เคยปรากฏเป็นผลสื่อแสดงทางสายตาจากตัววัตถุ/รูปทรงสัญญะเดิม แล้วนำมาจัดวางไว้บน
ผืนผ้าใบใหม่เป็นภาพจิตรกรรมหุ่นนิ่งชุด “The Amusement of Dreams, Hope and Perfection” ด้วยกรรมวิธีของการผ่าแบ่งแล้วจัดเรียงใหม่
เช่นเดียวกับกระบวนการวิเคราะห์/ตีแผ่รหัสสัญญะที่มีอยู่ในสังคมของนักสัญวิทยาดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น จึงเป็นกลวิธีที่อาจจะทำให้เกิดการ
สร้าง ความหมายแฝง ชุดใหม่ พร้อมๆ ไปกับเป็นการลดทอนเอาชุดความหมายซึ่งเป็น ค่านิยม/มายาคติ ที่มีอยู่เดิมให้หลุดลอกออกไปจากบริบท
(ความหวัง ความฝัน และอุดมคติ) ในการรับรู้ของสังคมไทย จนเสมือนกับเป็น “ภาพเปล่า” ซึ่งผู้ชมสามารถจะเข้ามาร่วมกันกำหนดตีความ/
กำหนดสร้างใหม่ได้โดยนัยยะต่างๆ กัน

February 26, 2008

| @ BUG gallery :: 1st survey |






Oohh! 164 sqm. (i_i)

February 19, 2008

| Learning to Live Finally : The Last Interview |

Jacques Derrida

การดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป คือ ชีวิตที่มากกว่าการดำรงชีวิต เป็นยิ่งกว่าการใช้ชีวิต
และสิ่งที่กล่าวมานี้ก็มิใช่วาทกรรมแห่งความตาย แต่ในทางตรงกันข้าม
กลับเป็นการยืนยันต่อชีวิตของทุกคนที่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ และอยู่ให้รอดพ้นจากความตาย
เพราะว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปมิใช่ความง่ายดายอย่างที่เป็นอยู่ แต่เป็นการดำเนินชีวิตที่จริงจัง

ข้าพเจ้าไม่เคยถูกหลอกหลอนด้วยความตายอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
มากไปกว่าช่างเวลาที่มีความสุขและความรื่นรมย์
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การมีความสุขและความเศร้าโศกต่อความตายที่รอคอยอยู่นั้น
ถือว่าเป็นสิ่งเดียวกันเวลที่ข้าพเจ้าหวนระลึกถึงชีวิตตนเอง
ข้าพเจ้าชอบคิดว่าตนโชคดีที่ได้รักและชื่นชอบ [ชีวิตของตนเองที่ผ่านมา]
หรือแม้กระทั่งช่วงเวลาที่ปราศจากความสุขในชีวิต แต่ก็ยังชื่นชมต่อสิ่งเหล่านี้อยู่ดี

กระนั้นก็มีสิ่งที่ยกเว้นเพียงอย่างหนึ่ง เมื่อนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุข
แน่นอนว่า ข้าพเข้าปลื้มใจต่อตนเองเช่นกัน
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ลืมที่จะนึกถึงความตาย หนทางไปสู่ความตาย
เพราะว่าทุกอย่างย่อมต้องผ่านไป โดยไปสู่จุดจบ...

February 08, 2008

| คำถามฟุ้งตลบอบอวล จาก “The Orange Girl” |


Appelsinpiken (The Orange Girl) หรือ ส้มสื่อรัก
Jostein Gaarder เขียน; จิระนันท์ พิตรปรีชา แปล; สำนักพิมพ์มติชน



^ Jostein Gaarder

“...นั่งสบายๆ หรือยัง คุณผู้อ่าน? แล้าเราจะเริ่มคุยกัน”

หนังสือหลายๆ เล่มทิ้งคำถามให้ตลบอบอวลและค้างเติ่งอยู่กับผม
ให้ผมได้พิจารณาคำถาม แสวงหาหนทางของการตอบ
ดูเหมือน “ส้มสื่อรัก” ของกอร์เดอร์ จะมีเจตนาแบบนี้อยู่ชัดเจน
เล่าเรื่องผ่านจดหมายปึกใหญ่ของพ่อที่กำลังจะเสียชีวิตจากโรคร้าย
ในขณะที่กำลังพอใจกับชีวิต จดหมายนั้นเขียนให้ลูกชายซึ่งขณะนั้นอายุ 3 ขวบครึ่ง
โดยหวังว่าวันนึงลูกชายจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้ที่ซ่อนอยู่ในรถเข็นเด็ก
ซึ่งในที่สุดลูกชายก็ได้อ่านมันเมื่ออายุ 15 ปี

สำหรับผม...จดหมายฉบับนั้น น่าจะเป็นจดหมายที่มีความหมายที่สุดฉบับหนึ่ง
(เหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากการที่ผมไม่ค่อยได้รับจดหมายมากฉบับซักเท่าไหร่)
ขณะอ่านจดหมาย(ในหนังสือ) ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าผมกำลังอ่านจดหมายของคนอื่น
ผมรู้สึกเหมือนจดหมายฉบับนั้นเขียนตรงมาหาผมโดยเฉพาะ
ทำให้ข้อความและคำถามในจดหมาย เพ่งเล็งมาที่ผมจนทำให้ผมต้องแสวงหาคำตอบนั้น
หรืออย่างน้อยมันก็หมุนวนเวียนในความคิดหลังจากที่ปิดหนังสือไปแล้ว...

โยสไตน์คอยย้ำเตือนให้เราปรับมโนทัศน์ต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว
ของขวัญล้ำค่าหรือไร้ค่า สิ่งสามัญธรรมดาหรือสิ่งมัศจรรย์ ล้วนขึ้นตรงกับการโฟกัสความคิดและมุมมองของเราเอง

บางครั้ง...การจำลองสถานการณ์แห่งการสูญเสีย จะทำให้เราเสียศูนย์จากความเคยชิน และมองเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว
...หน้า 152
“อย่ามาบอกพ่อให้ยากเลยว่าธรรมชาติไม่ใช่ปาฏิหารย์ อย่ามาบอกพ่อว่าโลกนี้ไม่ใช่เทพนิยาย
คนที่มองไม่เห็นก็จะมองไม่เห็นต่อไป จนกว่าเทพนิยายเรื่องนี้ใกล้จุดอวสาน
เมื่อโอกาสสุดท้ายที่จะขยี้ตามองด้วยความอัศจรรย์ใจได้มาถึง
...โอกาสสุดท้ายที่จะเลิกหมกมุ่นกับตัวเอง แล้วหันไปมองสิ่งมหัศจรรย์เหล่านั้น เพียงเพื่อเอ่ยคำอำลาก่อนจากไป”



คำถามที่ผมเที่ยวเอาไปถามคนรอบข้าง หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ เพื่อให้แน่ใจว่าผมพร้อมจะตอบมันแล้ว...
...หน้า 163
“สมมติว่า ลูก(คุณ)กำลังยืนอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าเทพนิยายเรื่องนี้เมื่อหลายพันล้านปีก่อน
ในระหว่างที่ทุกอย่างกำลังก่อรูปขึ้น แล้วลูกสามารถเลือกได้ว่าจะมาใช้ชีวิตบนโลกนี้สักช่วงเวลาหนึ่งหรือไม่
โดยที่ลูกไม่มีทางรู้ว่าตัวเองจะเกิดเมื่อไหร่ หรือมีชีวิตอยู่ได้กี่ปี รู้แค่ว่ามันนานพอที่ลูกจะโตเป็นผู้ใหญ่ก็แล้วกัน
แล้วลูกยังรู้ด้วยว่า ถ้าเกิดเป็นมนุษย์บนโลกนี้ สักวันลูกก็จะต้องจากโลกนี้ไปโดยทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง
นั่นอาจทำให้ลูกโศกเศร้าเสียใจเป็นที่สุด อย่างที่หลายคนพูดว่าแค่คิดขึ้นมาก็น้ำตาไหลแล้ว
เพราะว่าโลกมีสิ่งที่สวยงามมากมายจนไม่มีใครทำใจได้เมื่อถึงวาระที่ต้องจากไป”

“ลูก(คุณ)จะเลือกอย่างไหนล่ะ”
...กับการมีชีวิตอยู่บนผืนโลกสักระยะหนึ่ง ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว มันก็แค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งในห้วงเวลานับหมื่นล้านปี...
“หรือจะปฏิเสธไม่ขอลงสนาม เพราะไม่ชอบกติกาการแข่งขัน”


คำถามอาจจะดูคมคายและเต็มไปด้วยแง่คิด
แต่อย่าลืมนะครับว่า...ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ตอบครับ

December 25, 2007

December 17, 2007

| Hello! Is anybody there? |


^ หน้าปก ฉบับภาษาอังกฤษ

^ หน้าปก ฉบับภาษาไทย
---
หนังสือเล่มเล็กๆ ที่ผมประทับใจในช่วงหลายปีมานี้ มีชื่อแปลเป็นไทยว่า “สวัสดีชาวโลก” หรือ “Hello! Is anybody there?”
ผลงานของโยสไตน์ กอร์เดอร์ แปลโดย วิลาวัณย์ ฤดีศานต์ หลายๆ คนคงรู้จักกอร์เดอร์จากหนังสือเรื่อง “โลกของโซฟี” แล้วนะครับ
---
สวัสดีชาวโลกเป็นเรื่องราวจากจดหมายหรือข้อเขียนฉบับหนึ่งที่ลุงโจเขียนให้กับคามิลลา หลานของเขาอ่าน
เกี่ยวกับจินตนาการหรือประสบการณ์ของเด็กชายโจ ระหว่างกำลังรอเวลาที่น้องชายหรือน้องสาวกำลังจะกำเนิดมาบนโลกใบนี้
---
เด็กชายต้องอยู่บ้านคนเดียงขณะที่พ่อต้องพาแม่ไปคลอดน้องของเขาที่โรงพยาบาล และระหว่างที่อยู่บ้านตามลำพังนั้นเอง
ที่โจได้พบกับมิกะ เด็กชายผู้ไม่มีสะดือที่มาจากดวงดาวซึ่งมีแรงดึงดูดมากกว่าโลกของเรา

// ความน่ารักและแง่คิดดีๆ ถูกสอกแทรกไว้ในบทสนทนาของเด็กชายทั้งสอง ผมได้ตระหนักถึงความเหมือน ความแตกต่าง
ได้หยุดสังเกตความพิเศษของสิ่งต่างๆ ที่เราไม่เคยมองเห็น เกิดความอิ่มเอมทางความรู้สึก และเป็นอีกครั้งที่ได้รับความสุขจากการอ่าน //
---
โจยื่นผลแอปเปิ้ลให้มิกะ ก่อนจะถามว่า “เธอชอบไหม?”
มิกะไม่ตอบ แต่โค้งคำนับลงต่ำ...
“รสชาติมันเป็นอย่างไรเหรอ” โจถามต่อด้วยความอยากรู้
มิกะคำนับอีกครั้ง... โจรู้สึกสงสัยจนต้องถามถึงเหตุผลในการคำนับของมิกะ
---
มิกะอธิบายถึงดวงดาวที่เขาจากมาว่า ผู้คนที่นั่นจะคำนับถ้ามีใครถามคำถามที่น่าสนใจ และยิ่งเป็นคำถามที่ลึกซึ้งมากเท่าไหร่
ก็จะยิ่งคำนับต่ำลงมากขึ้นอีก คนบนดาวดวงนั้นจึงพยายามคิดหาคำถามดีๆ มาถามตอนทักทายกัน...

มิกะอธิบายว่า เมื่อเราถามคำถาม นั่นเป็นการสร้างหนทาง ขณะที่การตอบนั้นไม่ใช่ นั่นก็เพราะคำตอบคือถนนที่ทอดยาวอยู่เบื้องหลังเราเสมอ
มีเพียงคำถามเท่านั้นที่เปิดเส้นทางไปสู่หนทางข้างหน้า... (แต่โจก็ยังคำนับให้กับคำตอบของมิกะอยู่ดี)

//ผมเลยเล่าบทสนทนาเกี่ยวกับคำถาม-คำตอบระหว่างโจกับมิกะให้นักศึกษาในชั้นเรียนฟัง เพราะเด็กๆ ไม่ค่อยชอบถาม (โดยเฉพาะในชั้นเรียน)
แต่จะกรูเข้ามาถามตอนเลิกชั้นเรียน ผมว่าการถาม (บนดาวของเรา) ไม่ได้เป็นการแสดงออกแค่การไม่รู้หรือไม่เข้าใจเท่านั้น
คนถามก็ไม่ได้เป็นคนโง่ คนตอบก็ไม่ได้แสดงว่าฉลาดกว่า การตั้งคำถาม ข้อสังเกตมากมายที่ทำให้เกิดการค้นพบใหม่ๆ...//
---
“ข้อดีของการเดินทางไปเยือนดาวเคราะห์แปลกๆ ก็คือ มันทำให้เธอเข้าใจดาวของเธอดีขึ้นอีกนิดหน่อย
เธอจะเห็นว่าดาวเคราะห์ทุกดวงมีข้อดีและข้อเสียของมันเอง”

// ประโยคนี้ของมิกะทำให้ผมนึกถึงเวลาเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ (อย่าเข้าใจผิดว่าผมโอ่ว่าไปเมืองนอกบ่อยนะครับ นานๆ มีโอกาสซักที)
พอกลับมาก็มักมาเล่าให้คนรอบข้างว่าต่างบ้านต่างเมืองที่ไปเห็นมาเป็นอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายก็จบด้วยคำพูดที่ว่า “ไม่มีที่ไหนสบายกว่าบ้านเรา”
ซึ่งคำพูดนี้คงไม่หลุดออกจากปากใครถ้าคนๆ นั้นไม่ได้ห่างบ้านไปซักพัก หลายคนไม่เคยขึ้นไปบนดาดฟ้าของบ้านหลังตรงข้าม
แล้วมองกลับมาที่บ้านของเรา เพื่อจะได้พบว่า... อืมม์... บ้านของเราก็น่าอยู่เหมือนกันแฮะ..

การได้อยู่ห่างจากคนที่รักและใกล้ชิดบ้าง ก็ทำให้เราได้มีเวลาในการนั่งคิดถึงสิ่งดีๆ ที่มีร่วมกัน การใช้เวลาร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเนิ่นนานโดยไม่เว้นวรรค
ก็อาจทำให้เราเห็นแต่ภาพครึ่งตัวของคนที่เรารัก ไม่ค่อยได้เห็นภาพเต็มตัวกันซักเท่าไหร่ //
---
โจเรียนรู้จากมิกะว่า ไม่มีอะไรที่ธรรมดา บางครั้งคนเราก็พูดถึง “วันธรรมดา” แต่จริงๆ แล้วก็ไม่มีวัน 2 วันที่เหมือนกัน
แล้วเราก็ไม่รู้ว่ามี “วัน” มากมายแค่ไหนในชีวิตเราที่ถูกทิ้งไปเปล่าๆ และสิ่งที่แย่ไปกว่า “วันธรรมดา” ก็คือการพูดถึง
“เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงธรรมดา” เพราะเรามักใช้คำนี้เวลาที่เราไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรู้จักใครอย่างลึกซึ้ง...

// ขณะที่ผมตื่น... มีสิ่งต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต และทุกคืนขณะที่หลับก็อาจจะลืมสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไป บางทีที่เราฝันอาจเป็นเพราะ
สมองพยายามเอาเหตุการณ์ในลิ้นชักอื่นๆ มาเติมเต็มช่องว่างของเหตุการณ์ที่เราลืมขณะหลับ พอตื่นขึ้นมาเราก็ลืมสิ่งที่ฝันอย่างรวดเร็ว
เพื่อให้มีที่ว่างอีกครั้งสำหรับสิ่งที่กำลังจะผ่านเข้ามา
---
ในตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้ ลุงโจได้บอกหลานคามิลลาว่า “การจดจำความฝันเกือบเป็นเรื่องยากพอๆ กับการจับนกไว้ในมือ...
แต่บางทีมันกลับเหมือนนกที่บินมาเกาะไหล่ของเราตามความต้องการของมันเอง”

// ทุกวันนี้ผมไม่ค่อยฝัน... แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า คืนที่เราไม่ได้ฝันจะเป็นแค่คืนธรรมดาๆ คืนหนึ่งเท่านั้น...

December 13, 2007

| Typography WorkShop |


การอบรมเชิงปฏิบัติการในโครงการอักขรศิลป์ “ทรงพระเจริญ”
จัดโดย สมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย
->
เสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2550
13.00 น. - 15.00 น.
หัวข้อ การเขียนตัวอักษรไทยประดิษฐ์ด้วยปากกาหัวตัด
โดย อาจารย์ปราโมทย์ บุญเต็ม จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง
ณ บริเวณโถงจัดนิทรรศการ ชั้น 1 สยามดิสคัพเวอรี่ เซ็นเตอร์
ผู้ประสานงาน กนกนุช ศิลปวิศวกุล และ Practical Studio
->
อาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2550
13.00 น. - 15.00 น.
หัวข้อ การออกแบบตัวอักษรเชิงสร้างสรรค์
โดย กลุ่มนักออกแบบเรขศิลป์
ณ ห้องกิจกรรม ชั้น 4 สยามดิสคัพเวอรี่ เซ็นเตอร์
ผู้ประสานงาน Be Our Friend Studio และ Practical Studio

December 12, 2007

Post-Corruption



หลังจากจัดทำต้นแบบประเทศไทยที่ถูกโยงใยยึดเหนี่ยวด้วยหมุดและยางยืด
เพื่อถ่ายรูปสำหรับโปสเตอร์ที่จะต้องแสดงในนิทรรศการ
สัปดาห์ต่อมาเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดไว้ก็แสดงตัวออกมา ประหนึ่งกำลังจะย้ำเตือนว่า
ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะยึดเหนี่ยวโยงใยเหนียวแน่นเหนอะหนะอย่างไร
ผมจึงมีความคิดว่าจะต้องบันทึกงานนี้อีกครั้งเพื่อแสดงถึงความล่มสลายแห่งการคอร์รัปชั่น
ดังที่ปรากฏแก่สภาพของยางยืด ที่น่าจะรุ่งริ่งไปมากกว่านี้และมีอันเป็นไปในที่สุด





ที่กังวลก็คือขออย่าให้บ้านเมืองต้องขาดผึงรุ่งริ่งเหมือนงานข้าพเจ้าชิ้นนี้เลย
ไม่อย่างนั้น เป็ด-ไก่ อย่างเราจะหันหน้าไปทางไหนดี ช่วยบอกหน่อยนะ...

December 08, 2007

:: The Art of Corruption // ศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น ::

-> ขอเชิญร่วมชมนิทรรศการ “ศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น”
ในวันเปิด อังคารที่ 11 ธันวาคม 2550
| 15.00 | บรรยายพิเศษเรื่อง “ศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น” โดย Prof. Benedict Anderson
| 16.00 | ร่วมเปิดและชมผลงาน
ณ ห้องโถงอาคาร ทีพีไอ ทาวเวอร์ ถ.นราธิวาสราชนครินทร์

-> นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่ วันที่ 11 ธันวาคม 2550 ถึง 20 มกราคม 2551

จัดโดย สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) สำนักนายกรัฐมนตรี
by Office of Knowledge Management and Development (OKMD)

นิทรรศการผลงานศิลปะและผลงานออกแบบเรขศิลป์
ที่สะท้อนปัญหาและสถานการณ์การคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
นักออกแบบกราฟิกทั้ง 8 คน ร่วมสร้างสรรค์ผลงานร่วมแสดงในนิทรรศการ
ผ่านโปสเตอร์ ขนาด 84 x 120 ซม. และ 42 x 60 ซม.
และออกแบบปกหนังสือ ซึ่งเขียนโดย คุณประเสริฐ เลิศรัตนวิสุทธิ์

ใบปิด/โปสเตอร์ ”ต่อต้านคอรัปชั่น” เป็นอีกช่องทางหนึ่งของการสื่อสาร
กับประชาชนวงกว้างที่คาดว่าจะให้ผลตอบรับที่เร็ว โดยได้เชื้อเชิญ
และมอบหมายให้นักออกแบบไทยจำนวน 8 ท่าน ได้แก่ วิเชียร โต๋ว /
สำเร็จ จารุอมรจิต / สันติ ลอรัชวี / อนุทิน วงศ์สรรคกร /
บี อาว เฟรนด์ สตูดิโอ / เอกลักษณ์ เพียรพนาเวช /
ศิวะ ศิริฤทธิชัย / และ กนกนุช ศิลปวิศวกุล ร่วมกันออกแบบใบปิด
เพื่อใช้ในการเผยแพร่เนื้อหา โดยคาดหมายว่าจะได้รับความร่วมมือ
จากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน ในการติดแสดงเผยแพร่

:: ขอขอบคุณ อาจารย์สรรเสริญ มิลินทสูต, พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
และ พี่ประเสริฐ เลิศรัตนวิสุทธิ์ สำหรับข้อมูลและคำแนะนำ

// วิเชียร โต๋ว //

// สำเร็จ จารุอมรจิต //

// สันติ ลอรัชวี //

// อนุทิน วงศ์สรรคกร //

// บี อาว เฟรนด์ สตูดิโอ //

// เอกลักษณ์ เพียรพนาเวช //

// ศิวะ ศิริฤทธิชัย //

// กนกนุช ศิลปวิศวกุล //


รายนามศิลปินที่ร่วมแสดงผลงานในส่วนงานศิลปกรรม
ขวัญสรวง อติโพธิ / กมล เผ่าสวัสดิ์ / วสันต์ สิทธิเขตต์ /
มานิต ศรีวานิชภูมิ / อิ๋ง กาญจนวณิชย์ / สุธี คุณาวิชยานนท์ /
สาครินทร์ เครืออ่อน / วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ /
พรทวีศักดิ์ ริมสกุล / พรรษา พุทธรักษา

December 02, 2007

:: สัญญะ ของ Charles Sanders Peirce ::

->
ทฤษฎีสัญญะ ที่หลายๆ คนในชั้นเรียนให้ความสนใจกันอยู่มีแนวทางมาจากบุคคล 2 ท่าน
คือ แฟร์ดิน็องด์ เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure) นักภาษาศาสตร์ชาวสวิส กับ
นักปรัชญาชาวอเมริกัน ชาร์ลส์ แซนเดอร์ส เพิร์ส (Charls sanders Peirce)

“สัญญะ” ของเพิร์สต่างจากของ โซซูร์ ตรงที่เพิร์สแบ่งสัญญะออกเป็นตรีภาค (triadic signs)
ซึ่งครอบคลุมปรากฏการณ์อื่นๆ นอกเหนือระบบภาษา ขณะที่โซซูร์ให้ความสำคัญกับสัญญะทางภาษา
และมีลักษณะเป็นทวิภาค (dyadic signs) มโนมัศน์ - สัทภาพ // รูปสัญญะ - ความหมายสัญญะ

ในบทความ Logic as Semiotic : Theory of Signs (1987)
เพิร์สได้แบ่งสัญญะของเขาเป็นตรีลักษณะ (trichotomy) ซึ่งมีอยู่ 3 ชุดด้วยกัน
แต่ที่รู้จักหรือมีความสำคัญเป็นตรีลักษณะชุดที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย

1) รูปปรติมากรรม ( I c o n )
เป็นสัญญะที่มีความชัดเจนในตัวเอง ไม่ต้องผ่านสื่อหรือกำหนดความหมาย มีคุณลักษณะใกล้เคียง
กับวัตถุที่มันอ้างอิงอยู่เกือบครบถ้วน เช่น ภาพเส้นตรงสามเส้นที่บรรจบกัน มีมุมหนึ่งมีค่าเท่ากับ 90º
เป็นรูปปรติมากรรมของ ‘สามเหลี่ยมมุมฉาก’ รูปปรติมากรรมของเพิร์สแบ่งออกเป็น 2 ระดับ
ระดับแรกคงคุณลักษณะครบถ้วนมากที่สุด เรียก พิมพ์ปรติมา ( h y p o i c o n )
ได้แก่ ภาพถ่าย ภาพยนตร์ และคอมพิวเตอร์กราฟิกเสมือนจริง
ส่วนที่ลดทอนลงมา แต่ยังมีลักษณะคล้ายคลึงได้แก่ รูปปรติมา ( i c o n i c )
ได้แก่ภาพลายเส้น รูปกราฟืก หรือการ์ตูน
2) ดรรชนี ( i n d e x หรือ s e m e )
เป็นสัญญะที่คงบุคลิกภาพที่เป็นจริงของวัตถุ หรือสิ่งที่ปรากฏขึ้น โดยส่วนหนึ่งอ้างอิงกับวัตถุ หรือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
อธิบายให้ง่ายขึ้น ดรรชนีคือสัญญะที่สามารถยืนยันการมีอยู่ของบางสิ่งบางอย่างได้ ไม่ว่าบางสิ่งนั้นจะมีอยู่
หรือไม่มีอยู่ ณ ที่แห่งนั้นก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น รอยเท้าที่ย่ำไปบนพื้น หรือรอยกระสุนปืน เป็นดรรชนีที่บ่งชี้ถึงคน
หรือการยิงปืน แม้เราจะมองไม่เห็น หรือได้ยินเสียงปืนในขณะเกิดเหตุ แต่รูปสัญญะที่ปรากฏนั้นสามารถ
บอกเราในข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้
3) สัญลักษณ์ ( s y m b o l )
เป็นสัญญะที่สื่อถึงวัตถุผ่านนัยยะบางอย่าง ที่โดยปรกติแล้วเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในห้วงความคิด
‘สัญลักษณ์’ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตีความ ( i n t e r p r e t a n t ) จะสื่อความหมายได้หรือไม่ก็ขึ้นกับ
กฏและเงื่อนไขที่เราวางไว้ เช่น การโยนผ้าขึ้นบนเวทีมวย เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ว่านักมายชกต่อไปไม่ไหวแล้ว
แต่หากปราศจากข้อตกลง การโยนผ้าก็ไม่มีความหมายอะไร ดังนั้นสัญญะชนิดนี้จึงเป็นสัญญะที่มีลักษณะหรือนัยยะ
ของการสื่อสารที่ซับซ้อนกว่า รูปปรติมากรรม หรือ ดรรชนี เพราะถ้าเราไม่เข้าใจเงื่อนไขพื้นฐานของสัญลักษณ์
มันอาจไม่ได่บ่งชี้อะไรเลย ‘สัญลักษณ์’ จึงเป็นสัญญะที่ต้องพึ่งพิงกฏเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้มันสามารถสื่อสารได้
สัญลักษณ์ คือ การใช้สัญญะในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปปรติมากรรม ( i c o n ) หรือ ดรรชนี ( i n d e x )
เพื่อสื่อความบนเงื่อนไขบางอย่าง สัญญะประเภทสัญลักษณ์นี้จึงเหมือนการประชุมรวมของนัยยะต่างๆ ที่เราต้องการสื่อ

// อ้างอิง - วารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 12. “เชิงอรรถ - สืบวงศืวานการสืบสวน,”
หน้า 105-106 (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ไชน์ ตุลาคม 2550)

November 09, 2007

:: โครงการอักขรศิลป์ “ทรงพระเจริญ”


-> www.songpracharoen.org


Practical®Studio ร่วมกับกลุ่มคณะวิชาศิลปกรรมศาสตร์ คณาจารย์ นักออกแบบ ศิลปิน บริษัท สยามพิวรรธน์
นิตยสารหลายฉบับ และองค์กรเอกชนต่างๆได้ร่วมกันจัดโครงการอักขรศิลป์ ทรงพระเจริญ
ซึ่งเป็นโครงการออกแบบ และเผยแพร่อักขรศิลป์ ทรงพระเจริญ รูปแบบใหม่ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา
และจะมีการรวบรวมผลงานอักขรศิลป์ ทรงพระเจริญ จากนักออกแบบและผู้ที่ส่งผลงานเข้าร่วม
เพื่อจัดแสดงในระหว่างวันที่ 14 - 17 ธันวาคม 2550 บริเวณ โถงชั้น 1 สยามดิสคอพเวอรี่เซ็นเตอร์
และผ่านเว็บไซต์ www.songpracharoen.org


ผลงานของ สันติ ลอรัชวี

->ชมตัวอย่างผลงานทั้งหมดได้ที่ www.songpracharoen.org

October 28, 2007

Communication Design 4 / 2 0 0 7

Communication Design Department,
School of Fine and Applied Arts, Bangkok University
ผู้สอน ::
อาจารย์สุมิตรา ศรีวิบูลย์
อาจารย์สำเร็จ จารุอมรจิต
อาจารย์ปิยลักษณ์ เบญจดล
อาจารย์ศรัณย์ สรรพศิริ
อาจารย์ชุติมารี จาตุรจินดา (mali@beourfriend.org)
อาจารย์สันติ ลอรัชวี (santivithee@gmail.com)
--------------------------------------------------------------------
วัตถุประสงค์
เป็นวิชาที่ต้องการสนับสนุนให้นักศึกษาได้เชื่อมโยงทักษะและความรู้ต่างๆ ที่ได้ศึกษาและฝึกฝน
จากประสบการณ์การเรียนที่ผ่านมาได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการค้นคว้า
การทำความเข้าใจข้อมูล การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ความคิดและรูปแบบ
รวมจนถึงการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ ได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งยังนำเสนอให้นักศึกษาได้เห็นมิติต่างๆ ของงานออกแบบและ
ทัศนคติต่อบทบาททางวิชาชีพของตนเอง
--------------------------------------------------------------------
รูปแบบการเรียนการสอน
สร้างรูปแบบการเรียนการสอนที่จะเกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาสูงสุด ด้วยการปฏิเสธรูปแบบ
การตรวจแบบร่างตัวต่อตัว เนื่องจากทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนมีระยะเวลา
ร่วมกันค่อนข้างน้อย เพราะจำนวนนักศึกษามาก และเป็นเหตุให้นักศึกษาสนใจเพียงแค่
กรณีศึกษาของตนเอง

สนับสนุนรูปแบบการเรียนการสอนแบบสนทนากึ่งสัมมนา พยายามนำเสนอประเด็นทาง
การออกแบบส่วนบุคคลให้เป็นประเด็นของชั้นเรียน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้
กรณีศึกษาได้หลากหลายในการเข้าชั้นเรียนในแต่ละครั้ง โดยที่ผู้สอนอาจใช้ดุลพินิจใน
การปรับใช้รูปแบบการตรวจแบบร่างส่วนบุคคลมาใช้สลับกันตามสมควร โดยอาจใช้
การแบ่งกลุ่มย่อยที่มีลักษณะร่วมกันในการตรวจแบบร่างก็ได้
--------------------------------------------------------------------
เนื้อหาการเรียนการสอน
แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนดังต่อไปนี้
ลำดับที่ 1 การค้นคว้าและการทำความเข้าใจข้อมูล
มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้มีโอกาสค้นคว้าและทำความเข้าใจข้อมูลที่มีความหลากหลาย
ทั้งเชิงปริมาณและมิติของข้อมูล และสามารถนำไปสู่ความคิดเห็นที่เชื่อมโยง
ต่อบริบทต่าง (หัวข้อที่กำหนดให้นักศึกษา ได้แก่ นักออกแบบ ผลงานออกแบบ หรือ แนวคิด
ที่มีบทบาทต่อสังคมการออกแบบในยุคสมัยต่างๆ)

ลำดับที่ 2 การสังเคราะห์ที่นำไปสู่ประเด็นทางการออกแบบ
นักศึกษาจะต้องสังเคราะห์เนื้องานในลำดับที่ 1 เพื่อนำไปสู่การสร้างประเด็น
ทางการออกแบบของตนเอง ก่อนจะผ่านลำดับที่ 2 นี้ไป
นักศึกษาแต่ละคนจะต้องมีประเด็นในการทำงานออกแบบแล้ว

ลำดับที่ 3 การทดลองแสวงหาแนวทางการทำงานเชิงความคิดและรูปแบบ
มุ่งเน้นการทำงานหนัก เพื่อแสวงหาทางเลือกของคำตอบที่มีความเป็นไปได้
เพื่อให้เกิดกระบวนการทางความคิดเชิงวิเคราะห์ อันนำไปสู่การตัดสินใจ
ที่เหมาะสมต่อไป

ลำดับที่ 4 การนำเสนอด้วยผลงานที่สมบูรณ์
เป็นขั้นตอนที่เอาจริงเอาจังกับคุณภาพของผลงานสำเร็จในทุกๆ ด้าน
การผลิตต้นแบบที่เรียบร้อยหมดจด คุณภาพทางสุนทรียภาพ
ความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสาร
รวมถึงการจัดนิทรรศการนำเสนอผลงานของชั้นเรียน
--------------------------------------------------------------------
กิจกรรมเสริม
-> การเผยแพร่ผลงานและความคิดเห็นส่วนตัวสู่สาธารณะด้วยการใช้ บล็อค ส่วนตัว
-> จัดการสนทนาทางการออกแบบโดยนักศึกษาและวิทยากรรับเชิญ
-> สมุดบันทึกและการบันทึกเชิงภาพด้วยกล้องดิจิตอล
-> การสร้างเงื่อนไขให้เกิดการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นแวดล้อมต่างๆ เช่น
การมอบหมายให้เป็นผู้อภิปรายเสรีหน้าชั้นเรียนในหัวเรื่องหรือประเด็นที่นักศึกษาสนใจ
-> การเรียนการสอนนอกสถานที่
--------------------------------------------------------------------
การประเมินผล
-> การเข้าชั้นเรียน (10 คะแนน)
-> การมีส่วนร่วมต่อชั้นเรียน กิจกรรมต่างๆ และทัศนคติในการเรียน (25 คะแนน)
-> การค้นคว้าและพัฒนาการของโครงการออกแบบ (25 คะแนน)
-> คุณภาพของผลงานการออกแบบ (25 คะแนน)
-> การนำเสนอผลงาน (15 คะแนน)
--------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------

October 21, 2007

พระเจ้าเป็นนักคณิตศาสตร์?

ช่วงปี 1000-1500 เป็นระยะเวลาที่ยุโรปกำลังตกอยู่ในยุคมืด เพราะภูมิปัญญาโบราณต่างๆ ถูกทอดทิ้ง และอารยธรรมตกต่ำ แต่ความสนใจในวิทยาการด้านคณิตศาสตร์ก็ยังบังเกิดขึ้นอีกคำรบหนึ่ง เมื่อ Gilbert แห่ง Aurillac (พ.ศ. 1481-1546) นำเลขอาหรับมาใช้ในวงการวิชาการของยุโรป และ Fibonacci แห่งเมือง Pisa ในอิตาลีได้ใช้วิธีการคำนวณเลขของชาวอาหรับในการเรียบเรียงหนังสือชื่อ Liber a baci ซึ่งแปลว่า ตำราคำนวณในปี พ.ศ. 1745 หนังสือเล่มนี้มีโจทย์คณิตศาสตร์และพีชคณิตมากมาย และมีลำดับ Fibonacci (Fibonacci sequence) ด้วย ซึ่งลำดับนี้คือ ชุดเลข 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34 โดยตั้งแต่จำนวนที่ 3 ไปเป็นเลขที่ได้จากการรวมเลข 2 ตัวหน้าที่อยู่ติดมัน เช่น 2 = 1+1, 5 = 2+3 และ 34 = 13+21 เป็นต้น

เมื่อถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (renaissance) ซึ่งเป็นเวลาที่ยุโรปมีการตื่นตัวทางวิชาการมาก เพราะมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัย มีการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์และมีการแปลตำราอาหรับเป็นภาษาละติน เช่น ในปี 1631 ได้มีการสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมือง Bologna ในอิตาลีให้นักศึกษาเรียนไวยากรณ์ ตรรกวิทยา เลขคณิต เรขาคณิต ดาราศาสตร์ และดนตรี ส่วนตำราที่ใช้คือ Elements ของ Euclid และ Almagest ของ Ptolemy

ส่วนการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ในปี พ.ศ. 1983 โดย Johannes Gutenberg นั้นก็ได้ทำให้ผลงานวิชาการต่างๆ แพร่สู่สังคมได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วและนักศึกษาคณิตศาสตร์ในสมัยนั้น ต่างก็ได้อ่านตำราชื่อ Summa de arithmetica geometrica, proportioni et proportionalita ของ Luca Pacioli ซึ่งหนา 600 หน้ากันทุกคน

การรู้จักประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ จึงทำให้วงการคณิตศาสตร์มีมาตรฐานการใช้สัญลักษณ์ เช่น + - เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2032 ตามที่ Johann Widmanna เสนอ และในปี พ.ศ. 2100 Robert Record ก็เป็นนักคณิตศาสตร์คนแรกที่เสนอใช้เครื่องหมาย = แสดงการเท่ากัน ส่วนเครื่องหมาย X และ ÷ นั้น William Oughtred และ John Pell คือผู้ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2174 และ 2211 ตามลำดับ และในหนังสือชื่อ De thiende (ที่สิบ) ของ Simon Stevin ก็ได้มีการใช้ทศนิยมเป็นครั้งแรก ส่วนตำราของ Johan de Witt ชาวเนเธอร์แลนด์ ที่ชื่อ Elementa curvarum linearum ก็มีการแสดงวิธีคำนวณแบบเรขาคณิตวิเคราะห์เป็นครั้งแรก

ในปี พ.ศ. 2157 นักคณิตศาสตร์ชาวสกอตชื่อ John Napier ได้นำเรื่อง logarithm มาใช้ในการคำนวณเป็นครั้งแรก และเทคนิคนี้ได้ทำให้เกิดอุปกรณ์คำนวณซึ่งเรียกว่า slide rule ในปี พ.ศ. 2173 ทำให้แทบทุกคนในวงการวิชาการสมัยนั้น หันมาใช้อุปกรณ์นี้เป็นเวลานานร่วม 300 ปี จนกระทั่งถึงยุคคอมพิวเตอร์ที่ทุกคนหันมาใช้ pocket calculator (pc) แทน

ในสมัยศตวรรษที่ 22 ประเทศฝรั่งเศสมีนักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากมายเช่น Rene Desceutes, Pierre de Fermat และ Blaise Pascal โดยเฉพาะหนังสือชื่อ Discours de la methode ที่ Reni Descartes เรียบเรียงนั้น ได้มีการนำพีชคณิตมาใช้ในการศึกษาเรขาคณิตเป็นครั้งแรก และมีการวิเคราะห์สมการของพาราโบลา วงรี และไฮเฟอร์โบลาด้วย ส่วน Pierre de Fermat นั้น ก็สนใจ xn+yn ทฤษฎีจำนวนและทฤษฎีบทสุดท้ายของ Fermat ที่ว่า หากมีสมการ xn + yn = zn แล้วเราจะไม่สามารถหาเลข x, y, z ที่เป็นจำนวนเต็มมาแทนในสมการได้ ถ้า n มีค่ามากกว่า 2 ก็ได้รับการพิสูจน์ว่า จริง โดย Andrew Wiles ในปี 2538 Blaise Pascal เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอีกท่านหนึ่งที่มีผลงานด้านคณิตศาสตร์มากมาย เขาศึกษาโค้ง cycloid ซึ่งเป็นทางเดินของจุดๆ หนึ่งบนเส้นรอบวงของวงกลมที่กลิ้งไปบนพื้นราบโดยไม่ไกล และสร้างทฤษฎีของความเป็นไปได้ (probability)

ความก้าวหน้าทางคณิตศาสตร์ ในช่วงเวลานี้ได้พุ่งสูงสุดเมื่อ Isaac Newton เรียบเรียง Principia mathematica ในปี พ.ศ. 2230 โดย Newton ได้คิดสร้างวิชาแคลคูลัสขึ้นมาอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ ฯลฯ ถึงแม้ Newton จะอ้างว่าเขาสร้างวิชาแคลคูลัสขึ้นมาเป็นคนแรก แต่ gottfred Wilhelm Leibniz ก็เป็นบุคคลแรกที่ได้ตีพิมพ์เรื่องนี้ และสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ Leibniz ใช้เช่น ∫ dx นั้น นักคณิตศาสตร์ก็ยังคงใช้กันมาจนทุกวันนี้ แต่ถ้าเราจะนับผลงานกันแล้ว Leonard Euler นักคณิตศาสตร์ชาวสวิสก็ดูจะเป็นคนที่มีผลงานมากที่สุด เพราะเขาคือผู้ใช้สัญลักษณ์ e (= 2.718...) i(=√ -1), ∑ (=ผลบวก) และ ƒ (n∞ ) (ฟังก์ชันของ x) เป็นคนแรก นอกจากนี้ Eules ก็ยังมีผลงานด้านสมการอนุพันธ์ ทฤษฎีจำนวนและสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างฟังก์ชันตรีโกณมิติกับฟังก์ชัน ex ponential คือ e iø) = cosø + i sinø ด้วย

การปฏิวัติในฝรั่งเศส และการขึ้นครองอำนาจของ Napoleon Bonaparte (พ.ศ. 2312-2364) ได้ทำให้คณิตศาสตร์รุ่งโรจน์มาก เพราะ Napoleon ทรงสนพระทัยคณิตศาสตร์ การจัดตั้ง Ecole Polytechnique ขึ้นที่ปารีสได้ ทำให้สถาบันมีนักคณิตศาสตร์ระดับเยี่ยมเช่น Laplace, Lagrange และ Cauchy มาฝึกสอนนิสิตและวิจัยหลายคน

Carl Friedrich Gauss (พ.ศ. 2320-2398) เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก เขามีผลงานมากมายจำนวนเชิงซ้อน (a+bi โดยที่ i2 = -1) และยังเป็นผู้ที่สามารถสร้างรูป 17 เหลี่ยมด้านเท่าได้ โดยใช้วงเวียนกับไม้บรรทัดเท่านั้นอีกด้วย

กษัตริย์ Oscar ที่ 2 แห่งสวีเดน และนอร์เวย์ (พ.ศ. 2372-2450) เป็นประมุขของประเทศที่สนใจคณิตศาสตร์มาก เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ 5 รอบ พระองค์ได้ทรงจัดให้มีการประกวดผลงานทางคณิตศาสตร์ขึ้น และผู้พิชิตรางวัลในครั้งนั้นคือ Henri Poincare ซึ่งได้วิเคราะห์การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ โลกและดวงจันทร์อย่างถูกต้อง Poincare เป็นนักคณิตศาสตร์ที่เกือบพบทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษก่อน Einstein Bertrand Russell เป็นนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 25 เขาคือผู้คิดปัญหา Russell paradox ในปี 2445 ซึ่งกล่าวว่า “ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีช่างตัดผม ผู้ที่ตัดผมให้ทุกคนที่ตัดผมให้ตนเองไม่ได้ ถามว่า ใครตัดผมให้ช่างตัดผมคนนั้น”

Srinivasa Ramanujan เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวอินเดียที่ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่ง ซึ่งมีผลงานด้านทฤษฎีจำนวนและการวิเคราะห์ แต่ได้เสียชีวิต ขณะที่มีอายุน้อยเพียง 32 ปี และในระหว่างที่นอนพักในโรงพยาบาลนั้น G.H. Hardy แห่งมหาวิทยาลัย Cambridge ไปเยี่ยมและเอ่ยบอก Ramanujan ว่า รถแท็กซี่ที่เขาเดินทางมานั้น มีเลขทะเบียนรถ 1729 ซึ่งไม่น่าสนใจเลย แต่ Ramanujan กลับตอบว่า 1729 เป็นเลขที่น่าสนใจมาก เพราะ 1729 = 103 + 93 และ = 13 +123

ปี พ.ศ. 2435 อันเป็นปีครบ 400 แห่งการพบทวีปอเมริกาของ Columbus บรรดานักคณิตศาสตร์ได้มีการประชุมเป็นครั้งแรกที่ Chicago และตั้งชื่อการประชุมว่า World Congress of Mathematics การประชุมคราวนั้น มีผู้เข้าประชุม 45 คน แต่เมื่อถึงวันนี้ ทุกครั้งที่มีการประชุม International Congresses of Mathematics จะมีผู้เข้าร่วมประชุมหลายพันคนจากทั่วโลก และเมื่อ 2 ปีก่อนนี้ วงการคณิตศาสตร์มีการจัดตั้งรางวัล Abel ซึ่งเทียบเท่ารางวัลโนเบลทางคณิตศาสตร์ขึ้น นอกจากนี้ก็มีการมอบเหรียญ Fields ให้แก่นักคณิตศาสตร์ที่มีผลงานโดดเด่น และมีอายุน้อยกว่า 35 ปี ทุก 4 ปีด้วย

ณ วันนี้คณิตศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทในการอธิบายธรรมชาติ ตั้งแต่รูปทรงของดอกทานตะวัน ผลึก เกล็ดหิมะ เกม คอมพิวเตอร์ ฯลฯ จนกระทั่งรูปทรงต่างๆ ทางศิลปะ และจะมีบทบาทมากขึ้นๆ อีกในอนาคต ทั้งนี้คงเป็นเพราะพระเจ้าเป็นนักคณิตศาสตร์ดังที่ Galileo คิดครับ

//สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสถาน//

August 11, 2007

:: ความคิดสร้างสรรค์บนกระดาษใบเล็ก ::

ของสะสมอย่างหนึ่งของผมก็คือ นามบัตร ไม่ว่าจะเป็นนามบัตรของเพื่อน คนรู้จัก ลูกค้า บริษัทห้างร้านต่างๆ
ผมจะพยายามเก็บสะสมไว้ ผมมีนามบัตรของเพื่อนบางคนตั้งแต่ทำกันเองสมัยเรียน มาเป็นนามบัตรของ
ที่ทำงานแห่งแรกจนกระทั่งเป็นนามบัตรของบริษัทที่เป็นเจ้าของเอง รวมแล้วบางคนมีถึง 6-7 แบบด้วยกัน
ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เปลี่ยนรูปแบบนามบัตรของตัวเองค่อนข้างบ่อย ด้วยเหตุผลต่างกันออกไป แต่ถ้าย้อน
กลับไปดูนามบัตรเก่าๆ ของตัวเองก็อดอมยิ้มเหมือนตอนดูอัลบั้มรูปถ่ายตอนเด็กยังไงยังงั้น ผมไม่รู้เหมือนกัน
ว่านักออกแบบรุ่นใหม่ๆ จะมองนามบัตรและการออกแบบนามบัตรเป็นอย่างไร แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้า
กระดาษใบเล็กๆ นั้นเป็นสื่อที่สะท้อนอัตลักษณ์ของเจ้าของนามบัตรได้มีประสิทธิภาพกว่าขนาดของมันอย่าง
มากมาย สัญญะต่างๆ ที่นักออกแบบพยายามใช้ในสื่อสารภายใต้เนื้อที่อันจำกัดดูจะไม่ได้ถูกจำกัดให้เล็กลง
ตามขนาดแม้แต่น้อย ความคิดสร้างสรรค์และสุนทรียภาพถูกนำเสนอผ่านกระดาษใบเล็กๆ นี้มาอย่างต่อเนื่อง
และเชื่อว่ายังเป็นพื้นที่ที่ท้าทายให้นักออกแบบได้เดินเข้ามาสร้างสรรค์ต่อไป

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร Raw Mat โดยพยายามจะสำรวจหรือรู้จักกับ “นามบัตร” ให้มากขึ้น
ทั้งในเรื่องของความเป็นมาและวิวัฒนาการของมัน และการรวบรวมนามบัตรของนักออกแบบกราฟิก
ที่ถือได้ว่าเป็นผู้ที่สร้างสรรค์นามบัตรให้แก่ผู้คนทั่วไป เราจะได้เห็นนามบัตรของนักออกแบบกราฟิกเหล่านั้น
ซึ่งจะเป็นมิติที่หลากหลายอันจะทำให้เราได้เกิดมุมมองที่ชัดเจนขึ้นในการออกแบบ ขนาดรูปเล่มอันจำกัดของ
Raw Mat อาจจะไม่มากพอที่จะเป็นการรวบรวมงานออกแบบนามบัตรยอดเยี่ยม และเราก็ไม่ได้ต้องการตัดสิน
คุณภาพของงานออกแบบ แต่เราพยายามจะนำเสนอตัวอย่างที่หลากหลายในเชิงการสำรวจมากกว่า
จึงไม่น่าแปลกใจที่ท่านผู้อ่านจะมีความเห็นว่ายังมีนามบัตรและนักออกแบบกราฟิกที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย
ที่ไม่ได้ถูกนำมารวบรวมในฉบับนี้

ในยุคสมัยที่เราหลายคนเริ่มใช้นามบัตรอิเล็คทรอนิกส์ นามบัตรเองก็เปรียบเสมือนหนังสือที่ยังคงอัตลักษณ์
ของตัวเองอย่างชัดเจนและยังสามารถรักษาคุณค่านั้นไว้ได้อย่างถาวรแม้จะมีหนังสืออิเล็คทรอนิกส์ก็ตาม
“นั่นคืออัตลักษณ์ของสื่อที่ใช้ในการนำเสนออัตลักษณ์ของบุคคล หากแต่เพียงบุคคลนั้นยังคงรักษาอัตลักษณ์
และคุณค่าไว้เฉกเช่นเดียวกับกระดาษใบน้อยที่รักษาตัวตนให้แก่เรา”

::
ข้อเขียนต่อจากนี้ ต้องขอขอบคุณ คุณจิตตินันท์ กลิ่นแก้ว (ทราย) นักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีพระจอมเกล้า บางมด ที่ช่วยงานค้นคว้าและเรียบเรียงความเป็นมาของนามบัตรได้อย่างน่าสนใจ...
->
เมื่อกล่าวถึงนามบัตร เรื่องของกระดาษใบเล็กๆที่ใช้เพื่อเป็นสิ่งแทนตัวเองสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง
ผู้ให้ด้วยกระดาษขนาดเล็กพกพาที่บรรจุด้วยข้อความเพียงไม่กี่ประโยคเพื่อให้ผู้รับสามารถรับรู้ถึงชื่อเสียง
เรียงนามตลอดจนหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ ที่สามารถเป็นตัวช่วยเปิดทางในการทำการค้าและติดต่อกัน
ทางธุรกิจให้สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

จุดเริ่มต้นของการมีนามบัตรจนกลายมาเป็นเรื่องปกติสำหรับบุคคลทุกบทบาทในปัจจุบันเริ่มขึ้นจากการผนวกกัน
ของ Visiting card ที่ปรากฏครั้งแรกในยุคศตวรรษที่ 15 ในประเทศจีนและศตวรรษที่ 17 ในประเทศแถบยุโรป
โดยชนชั้นขุนนางและเจ้านายส่งให้คนรับใช้ของตนเพื่อส่งไปยังคนรับใช้อีกบ้านหนึ่งเพื่อมอบให้เจ้าบ้านเพื่อเป็น
การบอกถึงการมาเยือน และบัตรอีกประเภทคือ Trading card หรือบัตรทางการค้าที่ใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์
สินค้าและแสดงสถานที่แหล่งที่ทำการค้าแต่ละชนิด โดยบัตรทั้งสองประเภทนี้ได้มีการใช้เรื่อยมาจนได้พัฒนา
ประยุกต์เข้าเป็นนามบัตรในที่สุด
::


สำหรับประเทศไทย จะมีใครซักกี่คนที่รู้ว่านามบัตรที่เราใช้กันและถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวัน
นั้นได้เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่เราทราบกันดีในนามของ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 4 นั่นเอง ในสมัยนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า
เริ่มมีการติดต่อค้าขายและเจรจาทางการทูตกับชาวต่างชาติมากขึ้นอันเป็นผลสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว
เมื่อมีการทำการค้าและการเจรจากับทางตะวันตกมากขึ้นจึงเป็นเหตุจำเป็นต้องมีหลักฐานเพื่อยืนยันการเจรจากัน
เพื่อเป็นการยืนยันการทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงเพื่อเป็นการยืนยันแสดงความเป็นผู้นำของกษัตริย์ในสมัยนั้น
ดังปรากฏให้เป็นหลักฐานว่านามบัตรใบแรกนั้นเป็นแบบของการใช้บัตรพระนามาภิไธยขององค์รัชกาลที่ 4
ที่ทรงโปรดให้ทำขึ้นเพื่อประทานแก่ทูตและชาวต่างเมืองที่เข้ามาติดต่อในประเทศไทย

บัตรพระนามาภิไธย ที่ปรากฏในสมัยนั้นมีลักษณะเป็นบัตรขนาดเล็กกว่ากระดาษเขียนธรรมดา ตัวหนังสือที่ปรากฏ
เป็นภาษาอังกฤษ มีตราพระปิ่น สมอเรือ และปืนใหญ่ ซึ่งแสดงว่าพระองค์ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาทั้งทางทหารเรือและ
เรื่องของปืนใหญ่ การใช้นามบัตรเช่นนี้นับว่าเป็นของทันสมัยมากในยุคนั้น ซึ่งในครั้งนั้นเองนับได้ว่าพระองค์ทรงเป็น
“คนไทยพระองค์แรก” ที่ใช้นามบัตร เพราะยังไม่พบหลักฐานจากที่อื่นนอกจากนี้ที่ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรใน
หนังสือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้มีการพัฒนามากขึ้นจากเดิม ได้มีการส่งบัตรอวยพรหรือการ์ด
ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ไทยได้รับแบบอย่างมาจากฝรั่ง ซึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
ถือเป็นพระองค์แรกเช่นเดียวกันที่ทรงริเริ่มการส่งบัตรอวยพร ดังปรากฏหลักฐานเก่าสุดอยู่ในหนังสือบางกอกรีคอร์เดอร์
ฉบับภาษาอังกฤษ วันเสาร์ที่ 13 มกราคม ค.ศ.1866 (พ.ศ.2409) ที่ส่งเป็นลักษณะของการตีพิมพ์ ที่ตอนหลังต่อมา
ในสมัยรัชาลที่ 5 ได้มีการคิดคำให้บัตรประเภทนี้ว่าเป็นบัตรส่งความสุข (ส.ค.ส.) และได้มีการใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องของนามบัตร นอกจากมีความสำคัญต่อตัวบุคคล ที่เป็นเสมือนตัวแทนในการบอกกล่าวถึงที่มาที่ไปแล
ะบทบาทต่างๆต่อสาธารณชนแล้ว หากจะบอกว่านามบัตรในสมัยนี้สามารถเป็นตัวแทนความเชื่อถือและสานต่อ
กิจกรรมต่างๆซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีก็คงไม่ผิดนัก ดังนั้นเรื่องของนามบัตรก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะมองข้ามได้

ในปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อมีคนมากขึ้น การทำความรู้จักกันในหมู่วงกว้าง ตลอดจนการทำธุรกิจติดต่อสื่อสาร
จำเป็นต้องมีนามบัตรที่ซึ่งสามารถบอกให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าเราเป็นใคร ทำอะไร ที่ไหน โดยเฉพาะในแวดวงสังคมและ
ธุรกิจที่เราต้องเจอะเจอกับคนหมู่มาก การพบกันครั้งแรกจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนนามบัตรกันอาจจะก่อนที่ได้เริ่ม
เปิดฉากสนทนากันซะด้วยซ้ำไป ดังนั้นนอกจากเรื่องข้อมูลบนบัตรแล้ว เรื่องของการออกแบบดีไซน์ก็คงเป็นอีกสาเหตุ
ที่ไม่อาจมองข้าม เรียกได้ว่าภาพลักษณ์ของคุณหรือบริษัทของคุณได้ถูกแขวนอยู่บนนามบัตรตั้งแต่แรกเริ่มรู้จักเสียอีก
ดังที่เราจะเห็นว่านามบัตรที่เราพบเห็นมากมายในปัจจุบัน หลายบริษัทให้ความใส่ใจในเรื่องของดีไซน์หรือรายละเอียด
บนนามบัตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีสัน ตัวอักษร ลวดลาย หรือแม้กระทั่งลักษณะกระดาษที่จะมาเป็นนามบัตรเพราะ
นั่นหมายถึงการสะท้อนตัวเองหรือบริษัทนั้นๆออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้ หากจะกล่าวว่านามบัตรนี่หล่ะถือเป็น
first impression ที่จะสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้เกิดแก่ผู้รับ และที่สำคัญคือ ทำให้ผู้รับสามารถจดจำ
นามบัตรและธุรกิจของเราได้ในระยะยาวกว่านามบัตรธรรมดาๆซักใบ จึงไม่แปลกที่เราพบเห็นนามบัตรที่มีดีไซน์ดี
และแฝงไว้ด้วยความคิด ความสร้างสรรค์ เพราะนั่นหล่ะคือสิ่งที่ช่วยดึงดูดความสนใจและสร้างแรงจูงใจให้ผู้รับอยาก
จะเก็บนามบัตรใบนั้นๆไว้นั่นเอง

นอกจากนี้เรื่องของการใช้นามบัตรและมารยาทในการใช้นามบัตรก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนอกจากนามบัตรจะทำ
หน้าที่แนะนำตัวผู้ถือบัตรต่อผู่ที่พบกันและทำให้ผู้รับไม่ลืมเรา เราเองก็ควรต้องจำไว้เสมอว่าเราต้องรับผิดชอบต่อสิ่ง
ที่เรานำเสนอหรือแนะนำแก่ผู้ที่รับและเก็บนามบัตรของเราด้วย โดยปกติแล้วเราจะยื่นนามบัตรในกรณีการแนะนำตัว
ต่อผู้ที่เราไปติดต่อด้วยซึ่งเราสามารถทำได้ทันที เช่นเดียวกับกรณีที่คุณเปลี่ยนแปลงข้อมูลของคุณเองที่การมอบ
นามบัตรใหม่เพื่อแจ้งให้ผู้รับทราบข้อมูลใหม่ของคุณก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำ หรือแม้กระทั่งการจะแสดงความยินดี
แสดงความขอบคุณ และในกรณีการเข้าเยี่ยมในโอกาสต่างๆทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เราสามารถทิ้งบัตร
ไว้นอกเหนือจากข้อความอื่นๆในการ์ดอวยพรที่แนบไปพร้อมกระเช้าอวยพรหรือช่อดอกไม้เพื่อเป็นการแสดงตัวได้เสมอ
เรื่องมารยาทในการใช้นามบัตรก็ถือเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ควรรู้เพื่อเป็นการเสริมบุคลิกและความเชื่อถือของเราให้ดียิ่งขึ้น...
นามบัตรที่สะอาดไม่มีรอยเปรอะเปื้อน เก็บอยู่ในที่สำหรับเก็บนามบัตรอย่างเป็นระเบียบและเตรียมพร้อมเสมอเป็นสิ่งแรก
ที่ไม่ควรมองข้าม คงไม่ดีแน่หากนามบัตรที่คุณมอบให้ผู้อื่นยับยู่ยี่หรือหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกงหรือกองเอกสาร
และหากว่าคุณเป็นฝ่ายไปติดต่อหรือเข้าพบกับผู้อื่น คุณเองก็ควรจะเป็นคนแนะนำตัวและยื่นนามบัตรออกไปก่อนอีกฝ่าย แต่หากว่าคุณติดตามผู้ใหญ่หรือเจ้านาย ควรจะรอให้เจ้านายแนะนำตัวกับอีกฝ่ายก่อนที่เราจะแนะนำตัวเองและมอบนามบัตร และจำไว้เสมอว่าการยื่นนามบัตรที่ดีควรยื่นในระดับศอกหรือระดับกระดุมสูทเม็ดบนพร้อมๆไปกับการก้มตัวคำนับผู้รับเล็กน้อย การรับนามบัตรควรรับด้วยมือขวา เมื่อรับแล้วก็ควรใส่ใจกับข้อมูลของผู้ให้ก่อนการเก็บไว้ในที่เก็บนามบัตรที่เหมาะสม แน่นอนไม่ใช่ในกระเป๋ากางเกงหรือวางทิ้งไว้บนโต๊ะ บางประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องมารยาทการใช้นามบัตรมาก เพียงแค่เล่นม้วน พับหรือแกว่งนามบัตรซึ่งถือว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่คุณไม่ให้เกียรติผู้ให้นั่นเอง

มาถึงตรงนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าเรื่องของนามบัตรเป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นเล็กเท่านั้น เพราะนามบัตร ณ วันนี้ถือเป็นเครื่องมือทรงพลังที่จะช่วยถ่ายทอดจุดเด่นและเอกลักษณ์ให้เราแตกต่างจากคนอื่น ทั้งยังเป็นสื่อที่ช่วยตอกย้ำให้น่าจดจำกับผู้รับอีกด้วย อ่านมาถึงตรงนี้หากจะบอกว่า “ นามบัตรเล็กๆใบเดียว หากมีดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง ” ก็คงไม่ผิดนักหรอก

:: พระนามบัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ::





จากบทสัมภาษณ์ของคุณฮิโรมิ อินาโยชิ นักออกแบบชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ออกแบบพระนามบัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ชุดที่ท่านผู้อ่านเห็นอยู่นี้ ในวารสาร “ในวงการพิมพ์” (http://www.thethaiprinter.com) กล่าวไว้ว่าการได้รับโอกาสเป็นผู้ออกแบบ “พระนามบัตรในหลวง” นั้นมีที่มาจากการจัดนิทรรศการแสดงผลงานการออกแบบสัญลักษณ์และสี ในงานของสหประชาชาติ ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี เมื่อปี พ.ศ. 2545 และมีบุคคลในสำนักพระราชวังไปเห็นฝีมือ จึงให้ความสนใจและหารือถึงการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อถวายในหลวง เนื่องในวโกาสครบรอบ 75 พรรษา โดยสรุปสุดท้ายที่การออกแบบนามบัตรจำนวน 4 แบบ ดังนี้

แบบที่ 1 มีคอนเซ็ปต์มาจากตัว “A” ซึ่งเป็นพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯคือ “อดุลยเดช” และส่วนของจุดสีที่อยู่ภายในแทนสีของแก้วนพรัตน์หรืออัญมณี 9 ประการ อันเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์

แบบที่ 2 มีคอนเซ็ปต์มาจากการพนมมือไหว้ของคนไทย อันเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อได้ถึงความเป็นคนไทย ขณะเดียวกัน ก็มีจุดสีของแก้วนพรัตน์รายล้อมอยู่ภายใน สื่อถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ของไทย

แบบที่ 3 มีคอนเซ็ปต์มาจากเครื่องดนตรีคือแซกโซโฟน ซึ่งในหลวงทรงโปรดเป็นพิเศษและมีจุดสีของแก้วนพรัตน์แสดงเอกลักษณ์ของพระมหากษัตริย์อีกเช่นกัน

แบบที่ 4 มีคอนเซ็ปต์มาจากพระนาม “ภูมิพล” ซึ่งเมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษจะขึ้นต้นด้วยตัว “B” แล้วออกแบบรูปร่างทำเป็นปีกพญาครุฑ ภายในบรรจุจุดสีของแก้วนพรัตน์แสดงเอกลักษณ์พระมหากษัตริย์ เพื่อให้เป็นในแนวทางเดียวกันหมด

เป็นที่น่าสังเกตุว่า การออกแบบ “พระนามบัตร” จะเน้นภาพสัญลักษณ์มากกว่าการสื่อความหมายด้วยภาษาของตัวอักษร ดังที่ปรากฎในนามบัตรทั่วไป โดยที่คุณฮิโรมิ อธิบายว่า จริง ๆ แล้วการออกแบบนามบัตรทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ถูกต้อง ถ้าพูดถึงระดับนานานาชาติ จะนิยมทำสัญลักษณ์มากกว่าใช้ภาษาของตัวอักษร

“นามบัตรที่ดีจะไม่นิยมพิมพ์ชื่อตัวเองหรือชื่อบุคคลขนาดใหญ่ ตัวหนังสือจะออกแบบเพียงให้ดูเป็นมันขึ้นมาและสื่อภาษาเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนามบัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็คงไม่จำเป็นต้องเน้นชื่อ และไม่จำเป็นต้องใส่ที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ สื่อเพียงแค่เป็นพระมหากษัตริย์ของไทยก็เพียงพอ”

คุณฮิโรมิ กล่าวว่า จริง ๆ แล้วการออกแบบสัญลักษณ์ไม่เหมือนกับภาพวาดทั่วไป ที่มองเห็นของจริงแล้ววาดภาพเหมือนออกมา แต่งานออกแบบของตนเองไม่ได้มองภาพจริงวาดภาพเหมือน แต่เป็นการใช้จิตนาการนึกภาพออกมาเป็นสัญญลักษณ์แทนตัวบุคคล

เมื่อถามว่า ความคิดขณะออกแบบตั้งใจเพื่อให้ในหลวงใช้พระราชทานแก่บุคคลอื่นด้วยหรือไม่ คุณฮิโรมิหัวเราะก่อนตอบว่า ก็เห็นพระองค์ท่านมีการพระราชทานเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการมีรับสั่งให้พิมพ์เพิ่มด้วย โดยใช้โรงพิมพ์ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ดำเนินการ
แต่พระนามบัตร ซึ่งเป็นการออกแบบสัญลักษณ์นี้เป็นการใช้ส่วนพระองค์มากและไม่เป็นทางการ เพราะส่วนที่เป็นทางการในหลวงท่านก็มีตราประจำรัชกาล หรือตราสัญลักษณ์เนื่องในวโรกาสต่าง ๆ อยู่แล้ว ความคิดขณะออกแบบจึงไม่ได้มุ่งให้เป็นงานเป็นการมากนัก

อย่างไรก็ตาม ความคิดขณะออกแบบนั้น สิ่งที่คำนึงถึงอย่างมากคือเรื่องระบบการพิมพ์ ซึ่งจะต้องมีลูกเล่นให้แปลกตา, มีความหมายและลูกเล่นที่ไม่ซ้ำแบบใคร หรือทำการพิมพ์ลอกเลียนแบบไม่ได้ง่าย ๆ
“ระบบการพิมพ์จะค่อนข้างพิถีพิถัน อย่างเช่น การใช้สีพิเศษ กระดาษก็จะต้องเป็นของ Arjo Wiggins Fine ซึ่งเป็นกระดาษของฝรั่งเศส เครื่องพิมพ์ก็จะกำหนดให้ต้องใช้เครื่องพิมพ์โรแลนด์และไฮเดลเบิร์กเท่านั้น รวมทั้งอื่น ๆ ซึ่งจะมีการกำหนดรายละเอียดปลีกย่อยให้โรงพิมพ์ดำเนินการทั้งหมดเลย รวมทั้งจะเข้าไปดูแลและควบคุมการพิมพ์งานด้วยตัวเองด้วย” ขั้นตอนการพิมพ์ “พระนามบัตร” จะทำการพิมพ์สีพื้นก่อนแล้วทำการพิมพ์ฟอยล์ตบท้าย โดยในส่วนจุดสีของนพรัตน์หรือสีอัญมณีทั้ง 9 เม็ด จะต้องพิมพ์ทั้งหมด 18 สี กล่าวคือ พิมพ์ครั้งแรกจำนวน 9 สีหรือ 1 รอบ และพิมพ์ 9 สีอีก 1 รอบทับอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่า แต่ละสีจะมีการพิมพ์ 2 ครั้ง โดยกว่าจะได้งานออกมาดังที่ตั้งใจ ต้องทำการปรู๊ฟถึง 12 ครั้ง