เรื่อง โดย สันติ ลอรัชวี
ARTicle • a day weekly magazine •
ฉบับที่ ๑๕ • สิงหาคม ๒๕๔๗
:: กระแสการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยังคงเป็นที่สนใจของผมและอีกหลายๆคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งป้ายหาเสียงตามถนนหนทางต่างๆที่ถูกจัดทำขึ้นมาเพื่อสื่อสารถึงอัตลักษณ์และนโยบายการบริหารของแต่ละคน รูปแบบตัวอักษร ภาพที่ใช้ในการนำเสนอบุคลิกภาพและตัวตนของผู้สมัคร รวมถึงการใช้สีให้มีบทบาทสำคัญในการเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายแทนตัวผู้สมัครแต่ละคน สีฟ้า เขียว ส้ม ชมพู หรือแดง ก็สามารถทำให้ผู้คนสามารถรับรู้และนึกถึงตัวผู้สมัครได้ทันทีเหมือนกันเมื่อพบเห็นป้าย ใบปิด หรือเสื้อ ที่มีสีนั้นๆ กลวิธีทางการออกแบบถูกนำมาใช้เป็นปัจจัยสำคัญทางการเมืองสมัยใหม่ มีการกำหนดกลยุทธ์ทางการสื่อสารอย่างมีเป็นระบบ การใช้มืออาชีพทางการสื่อสารในด้านต่างๆเข้ามามีส่วนในการระดมสมองเพื่อเกิดประสิทธิภาพทางการสื่อสารสูงสุดกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการวางกลยุทธ์การสื่อสารหรือโน้มน้าว การสร้างคำ การออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ฯลฯ
ภาพของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีการพัฒนารูปแบบมาอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน อาจมีรูปแบบที่ซ้ำหรือคล้ายคลึงกันของภาพผู้สมัคร ภาพหน้าตรง แต่งกายสุภาพด้วยชุดสากล เครื่องแบบตามอาชีพและสถานภาพของแต่ละบุคคล แต่ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ธรรมเนียมปฏิบัติในการใช้ภาพ ก็เริ่มมีรูปแบบที่มีความหลากหลายขึ้น ตัวภาพเองมีเนื้อหาที่แฝงเข้ามามากขึ้น ภาพทำงานร่วมกับคำ หรือ นโยบายในการหาเสียงอย่างสอดคล้อง ตัวอย่างที่หลายคนคงจำได้ดีได้แก่ภาพของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ที่เคยใช้ภาพที่มีลักษณะชี้นิ้วไปบนฟ้า และมองไปยังจุดนำสายตานั้นอย่างมุ่งมั่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นการพลิกบทบาทในการใช้ภาพมาสื่อสารทางการเมืองจนประสบความสำเร็จ
ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ เราพบกลวิธีการนำเสนอภาพบุคคลที่มีความน่าสนใจอย่างมาก หลายๆรูปแบบไม่ผิดไปกับผลงานออกแบบโฆษณาที่พบเห็นในหน้านิตยสาร แม้กระทั่งภาพของผู้สมัครคนเดียวก็ยังมีรูปแบบที่หลากหลายเพื่อนำเสนอภาพพจน์และศักยภาพของตนให้เห็นในหลายๆด้าน เริ่มจากป้ายของคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็มีการนำเสนอภาพของนักบริหารในชุดสูทสากล ฉากหลังเป็นมหานคร กทม. สะท้อนภาพพจน์ที่มีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ แต่ก็ยังมีภาพที่ต้องการนำเสนอความเป็นนักปฏิบัติ ดังจะเห็นได้จากป้ายที่มีรูปคุณอภิรักษ์ กำลังปรึกษากับทีมงานอยู่บนยอดตึก ที่มีฉากหลังเป็นเมือง แต่งกายในชุดลำลอง และสวมหมวกแบบวิศวกรซึ่งให้ความหมายของการทำงานในพื้นที่ ที่ไม่ใช่เพียงแค่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องปรับอากาศเท่านั้น ซึ่งภาพลักษณะเดียวกันนี้ก็ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นนักปฏิบัติในป้ายหาเสียงของคุณปวีณา หงสกุลด้วยเช่นกัน แต่การที่ผู้สมัครซึ่งสวมหมวกวิศวกร และกำลังปรึกษากับทีมงานเช่นเดียวกับคุณอภิรักษ์นั้น ก็มีความแตกต่างกันของฉากหลังที่ไม่ได้อยู่บนยอดอาคาร แต่กลับอยู่บนพื้นดินท่ามกลางการก่อสร้าง ที่ให้ความรู้สึกที่มีความใกล้ชิดและลงลึกกับภารกิจมากกว่า แต่คุณปวีณาก็ไม่ลืมที่จะนำเสนอภาพของคนทำงานทางด้านสิทธิเด็กและสตรี ด้วยการใช้ภาพที่กำลังอยู่ร่วมกับกลุ่มเด็กๆ โดยมีการจัดแสงของภาพที่อบอุ่นและไม่ดูเป็นภาพข่าวเหมือนกับภาพที่กำลังคุมงาน การนำเสนอภาพของนักปฏิบัติดูเหมือนจะเป็นที่นิยมของผู้สมัครหลายๆคนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพียงแต่มีกลวิธีที่ต่างกันออกไป การใช้ภาพที่มีคุณภาพต่ำ ขาดการจัดองค์ประกอบของภาพอย่างจงใจ เหมือนกับภาพที่ใช้ในหน้าหนังสือพิมพ์หรือเป็นภาพเชิงสารคดี ที่เน้นความจริงของสิ่งที่ปรากฏในภาพ ดูเหมือนจะเป็นวิธีการนำเสนอหลักของคุณพิจิตต รัตตกุล ที่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของคนที่ทำงานอย่างจริงจังและทุ่มเทได้สื่อสารออกไป การไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแต่งกายที่ต้องเรียบร้อยและสุภาพเท่านั้น แต่บางครั้งการที่เราเห็นชายเสื้อหลุดออกนอกกางเกงของคุณพิจิตตในป้ายหาเสียง กลับให้ความหมายถึงความทุ่มเทในการทำงานมากกว่าการแต่งกายเรียบร้อยด้วยซ้ำ ทำให้คุณภาพที่ชัดเจนและองค์ประกอบที่สวยงามถูกผู้สมัครหลายๆคนปฏิเสธที่จะนำมาใช้ ซึ่งแตกต่างกับป้ายของคุณมานะ มหาสุวีระชัย ที่พิถีพิถันกับคุณภาพของภาพถ่ายและองค์ประกอบศิลป์ ภาพของคุณมานะที่กำลังมองขึ้นด้านบน เหมือนจะแสดงให้เห็นถึงความมีวิสัยทัศน์ และอุดมการณ์ โดยฉากหลังเป็นภาพของทางด่วนที่ตัดไปมาอย่างลงตัวในองค์ประกอบศิลป์ ถือว่าเป็นป้ายหาเสียงที่มีความสวยงามทางด้านการออกแบบที่สุดป้ายหนึ่ง แต่การมองขึ้นด้านบนของคุณมานะก็อาจจะเป็นจุดที่ทำให้ชาวกทม.หลายๆคนไม่แน่ใจกับสิ่งที่อยู่ด้านบนที่ผู้สมัครกำลังมองอันเป็นสัญลักษณ์เชิงอุดมคติ อาจจะย้อนแย้งกับสถานการณ์ปัญหาของกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน
การแสดงออกเชิงอารมณ์ในภาพถ่ายที่เรามักพบเห็นในงานโฆษณาหรือภาพยนตร์ ก็ถูกนำมาใช้เพื่อที่จะสร้างอารมณ์ร่วมให้กับชาวกทม. โดยป้ายของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ที่หาแนวร่วมในการเรียกร้องความจริงจากการบริหารประเทศ ด้วยภาพที่ผู้สมัครชี้นิ้วมาทางผู้ดูด้วยสีหน้าที่เครียดและจริงจัง ลักษณะแบบนี้ทำให้นึกถึงโปสเตอร์ที่มีชื่อว่า “I want you for the U.S. Army” * ในสมัยสงครามโลกครั้งที่1 การสื่อสารโดยแสดงออกทางอากัปกิริยา(gestures) มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมีส่วนร่วมของคนดู คือการชี้ของผู้สมัครนั้นอาจหมายถึงการถูกชักชวนให้คนดูมีส่วนร่วมกับแนวคิดหรือนโยบายโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้ ทำให้เกิดการโต้ตอบระหว่างผู้ดูกับภาพซึ่งบางครั้งก็สร้างความน่าสนใจ และนำมาสู่ความสัมพันธ์ จนในที่สุดอาจเกิดความเห็นพ้องได้อย่างแยบยล ในชุดภาพของคุณชูวิทย์เอง ก็ยังมีการใช้ภาพในเชิงการแสดงออกทางอารมณ์ในลักษณะอื่นๆอีกด้วย เช่น การขอโอกาส การแสดงภาพลักษณ์ที่ตรงไปตรงมา เป็นต้น
“มันจะติดกันไปทำไมทุกเสาไฟฟ้า....” เพื่อนขาประจำบ่นพึมพัม
หลายๆคนคงรู้สึกรำคาญใจ กับมลภาวะทางสายตาบนถนนหนทางในกทม. ท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรงของภาพและตัวอักษร แต่ในความคิดของผม สิ่งน่ารำคาญเหล่านี้ไม่อาจทำให้เรามองข้าม หรือไม่สนใจป้ายหาเสียงเหล่านี้ได้ นอกเหนือจากการดูหน้าคร่าตา อ่านคำขวัญ จำนโยบายแล้ว การพยายามจะวิเคราะห์และเข้าใจวิธีการสื่อสารของผู้สมัครแต่ละคนก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและสำคัญไม่น้อย เพราะบางครั้งการปรุงแต่งอะไรเกินจริงหรือฝืนธรรมชาติของตนมากเกินไป ไม่ว่าจะปรุงแต่งด้วยสิ่งที่ดูเหนือจริง หรือสิ่งที่ดูเสมือนจริง ก็เหมือนกับการโกหกคำโต... ไม่ว่าจะโกหกด้วยการพูด หรือภาพก็ตาม
“แค่ป้ายหาเสียง...คิดมากไปหรือเปล่า?” เพื่อนขาประจำบ่นอีกแล้ว
*** I want you for the U.S. Army เป็นโปสเตอร์ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นภาพลุงแซม(Uncle Sam) ใช้มือขวาชี้ออกไปทางผู้ที่ดูโปสเตอร์ ออกแบบโดย James Montgomery Flagg ถูกตีพิมพ์กว่า 4ล้านใบ ในช่วงปีค.ศ. 1917-1918 จากการที่สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่1 โดยใช้โปสเตอร์นี้รณรงค์ให้ชายชาวอเมริกันมาสมัครเป็นทหาร
August 15, 2004
:: ภาพผู้ว่า ::
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Sunday, August 15, 2004
0
comments
Labels: Article
August 01, 2004
สวัสดิกะ
โดย สันติ ลอรัชวี
Article / A Day Weekly Magazine
สิงหาคม ๒๕๔๗ ฉบับที่ ๑๓
ปัจุบันทัศนคติของผู้คนทั่วไปที่มีต่อสัญลักษณ์สวัสดิกะหรือเครื่องหมาย
แห่งพรรคนาซีน่าจะแตกต่างไปจากผู้คนในยุคก่อนหน้านี้
และก็น่าจะแตกต่างไปจากผู้คนก่อนหน้าโน้นอีกที...
การปรากฏสัญลักษณ์นี้ตามสิ่งของต่างๆ ในสังคมยุคบริโภค เช่น เสื้อยืด
รอยสัก ลวดลายตามกำแพง เป็นต้น เวลาและยุคสมัยกลับค่าให้สัญลักษณ์
ที่เคยเป็นเครื่องหมายแห่งความรุนแรงและ เป็นที่ต่อต้านของผู้คนทั่วโลก
เป็นเพียงลวดลายที่นำมาใช้ประดับตกแต่งเครื่องแต่งกายหรือเป็นแค่สัญลักษณ์
ของวัยรุ่นที่อยากจะนำเสนอความขัดแย้งกับสังคม แต่ระดับความเข้มข้นนั้น
อาจเทียบไม่ได้กับที่มันเคยเป็น...
สัญลักษณ์สวัสดิกะมีบทบาทและเป็นที่จดจำของคนแทบทั้งโลก
จากการเป“นเครื่องหมายแห่งพรรคนาซีในยุค สงครามโลกครั้งที่ 2
แต่หลายคนคงยังไม่รู้จักสวัสดิกะในความเป็นสัญลักษณ์เก่าแก่ของโลก
เชื่อว่าสัญลักษณ์สวัสดิกะ (Swastika) มีวิวัฒนาการมากว่าสามพันปี
จากอักษรอียิปต์โบราณ คือ ตัว "อันค์" (Ankh) ซึ่งหมายถึง ชีวิต (Life)
ซึ่งที่มาแรกเริ่มก็ยังไม่เป็นที่กระจ่างชัดและยังเป็นที่โต้แย้งในหมู่นักโบราณคดี
และนักวิชาการ อาจจะเนื่องจาก สัญลักษณ์สวัสดิกะถูกพบไปทั่วโลก
ในที่ต่างพื้นที่และต่างวัฒนธรรมกัน เช่น พบตามเครื่องปั้นดินเผาและ เหรียญโบราณ
ที่อยู่ใต้ดินในพื้นที่ๆ เคยเป็นที่ตั้งของกรุงทรอยด์ สิ่งทอของยุคอินคา
รวมทั้งพบตามประเทศต่างๆ ในทวีปเอเซีย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย
ไม่ว่าสัญลักษณ์นี้จะมีที่มาจากที่ใด แต่น่าจะมีการแพร่กระจายไป
พร้อมๆกับการค้าและการเผยแพร่ศาสนา ผ่านเส้นทางการค้าทั้งเส้นทางสายไหม
และเส้นทางขนส่งเครื่องเทศทางทะเล
คำว่า "สวัสดิกะ" (Swastika) มาจากภาษาสันสกฤต
โดยประกอบด้วยคำว่า "สุ" (Su) แปลว่า ดี รวมกับคำว่า "อัสติ" (Asti) แปลว่า มี
และต่อท้ายด้วย "กะ" เป็นอาคม (ส่วนที่ต่อท้ายคำ) เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึง
ความมีชีวิต ความกระตือรือร้น อำนาจ ความแข็งแกร่ง และความโชคดี
จะเห็นได้ว่าแรกเริ่มเดิมทีสัญลักษณ์สวัสดิกะ ถูกใช้ในความหมายที่ดี
จนกระทั่งในปี คศ. 1920 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ดัดแปลงสัญลักษณ์สวัสดิกะมาเป็น
เครื่องหมายแห่งพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน (National Socialist
Workers Party หรือ The Nazis) ในหนังสือ From The Men Behind Hitler
เขียนโดย Bernard Schreiber ได้บอกว่าแนวคิดในการนำสัญลักษณ์สวัสดิกะ
มาใช้กับนาซีมาจากความคิดของทันตแพทย์ที่เป็นสมาชิกที่ชื่อ Dr. Friedrich
Krohn แต่ในหนังสือ Mein Kampf (My Struggle) ของฮิตเลอร์
กลับไม่ได้กล่าวถึง Krohn แต่อย่างใด กลับกล่าวถึงการออกแบบสัญลักษณ์ว่า...
"เขาได้ออกแบบและพยายามนับครั้งไม่ถ้วน ในการจัดการให้ได้มาซึ่งรูปแบบ
ที่สมบูรณ์ จนได้ธงที่มีพื้นหลังสีแดง มีวงกลมสีขาวอยู่ตรงกลาง
และมีสัญลักษณ์สวัสดิกะสีดำอยู่ในวงกลม"
อย่างไรก็ตามสัญลักษณ์สวัสดิกะคงไม่ถูกนำมาดัดแปลงใช้ ถ้าฮิตเลอร์ไม่ต้องการ
และนำมาจัดการจนเสมือนระบบอัตลักษณ์ (Identity System) ของตนเอง
ทั้งในด้านการแสดงตัวตนและด้านการโฆษณาชวนเชื่อ และมีการคำนึงถึงคุณภาพ
ในการสื่อสารผ่านการออกแบบสัญลักษณ์สวัสดิกะ ดังจะเห็นจากตอนหนึ่ง
ในหนังสือ Mein Kampf เกี่ยวกับสีของธงนาซีว่า...
"สีแดงในธงเราเห็นความคิดเชิงสังคม ในขณะที่สีขาวแสดงถึงความเป็นชนชาติ
โดยสัญลักษณ์สวัสดิกะสีดำเป็น เจตจำนงค์ในการต่อสู้เพื่อชัยชนะ
และต่อต้านชนชาติยิว"
และหลังจากนั้นสัญลักษณ์ที่ดูคล้ายตะขอไขว้ก็แผ่ขยายไปในองค์ประกอบต่างๆ
ของพรรคนาซี กลายเป็นสัญลักษณ์ที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและสังคมโลก
และขณะที่ธงสวัสดิกะนาซีโบกสบัดเป็นเวลาเดียวกันกับการเลือนหายของ
สัญลักษณ์สวัสดิกะเดิมในอดีต ผู้คนสามารถมองเห็นการกระทำที่รุนแรง
โหดร้ายต่างๆ ผ่านสัญลักษณ์สวัสดิกะนาซี
ผู้คนเกิดความรู้สึกหวาดกลัวและชิงชังเพียงแค่เห็นธงโบกสบัด
เนื้อหาที่อยู่ในสัญลักษณ์นั้นแปรเปลี่ยนจากเดิม
ให้ผู้คนและโลกปรับเปลี่ยนการรับรู้ต่อสัญลักษณ์
ที่ใช้เป็นเครื่องหมายอวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุข
มาเป็นสัญลักษณ์แห่งพรรคนาซีภายใต้การนำของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ความสำเร็จของสัญลักษณ์สวัสดิกะนาซีในยุคสมัยฮิตเลอร์
ไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องประเมินคุณค่าทางการออกแบบได้เลย...
Stefan Sagmiester เคยเขียนไว้ในบทความของเขาว่า งานออกแบบที่ดี
ควรจะต้องมีองค์ประกอบที่ดี 2 อย่าง คือ การออกแบบที่ดี (good design)
กับ จุดมุ่งหมายที่ดี (good cause)
ซึ่งเราก็คงไม่สามารถจะบอกได้ว่าสัญลักษณ์สวัสดิกะแห่งพรรคนาซีเป็น
งานออกแบบที่ดี แม้รูปแบบที่โดดเด่นและความเป็นที่จดจำของมันจะมี
ประสิทธิภาพสักแค่ไหน อาจจะง่ายกว่าในการจะเลือกชื่นชมป้ายบอกตาม
ถนนหนทางทางที่ชาวบ้านเขียนขึ้นเอง
เพราะอย่างน้อยก็มีประโยชน์ต่อผู้คนแม้จะไม่สวยงามและได้มาตรฐาน
การตายของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และความพ่ายแพ้ของเยอรมนีในปี คศ. 1945
เป็นเวลา 25 ปีหลังจากสัญลักษณ์สวัสดิกะถูกดัดแปลงนำมาใช้ สงครามและ
ความสูญเสียของมนุษยชาติได้ยุติลง ประเทศเยอรมนีรวมประเทศกลับมาเป็น
ส่วนหนึ่งของสังคมโลก ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 มีให้ศึกษาและค้นคว้า
อย่างนับไม่ถ้วน แต่สำหรับสถานภาพของสัญลักษณ์สวัสดิกะ
จากสัญลักษณ์แห่งความมีชีวิต (well being) และความโชคดี (good fortune, luck)
สู่สัญลักษณ์ที่มีพลังและบทบาทแห่งยุคสมัยภายใต้ตัวแทนแห่งความชั่วร้ายและเกลียดชัง
...น่าสนใจว่าเวลาและยุคสมัย
จะสามารถชำระเลือดที่เปรอะเปื้อนรูปตะขอไขว้นี้ได้หมดหรือไม่...
...น่าสนใจว่าสัญลักษณ์สวัสดิกะบนเสื้อยืดจะพาสัญลักษณ์นี้เดินทางไปสู่นัยะใด...
(บางส่วนของบทความเรียบเรียงจาก
The Swastika, Design Literacy - Understanding Graphic Design, Steven Heller and Karen Pomeroy)
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Sunday, August 01, 2004
0
comments
May 01, 2004
หนูไม่ชอบวาดรูปแล้วล่ะ
โดย สันติ ลอรัชวี
Article / A Day Weekly Magazine
พฤษภาคม ๒๕๔๗ ฉบับที่ ๑
// น้องเตยตอน ป.๓ เป็นเด็กหญิงน่ารักน่าชัง ชอบวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจ น้องเตยวาดต้นไม้ บ้าน พระอาทิตย์ ผีเสื้อ วาดพ่อ วาดแม่ วาดอาอี๊ อาเจ็ก อาเฮีย อาม่า ไม่มีเว้น เป็นที่ชื่นชมของผู้ใหญ่ในครอบครัว โดยเฉพาะอาเจ็กอย่างผมที่คาดว่าน่าจะมีหลานโตขึ้นมาในสายศิลปะ จะได้รับบทบาทเป็นป๋าดันกับเขาบ้าง (อาจเป็นอาเจ็กดันก็ได้) พ่อกับแม่ของน้องเตยเคยเปรยกับผมถึงการจะให้น้องเตยได้ไปเรียนศิลปะตามสถาบันศิลปะเด็กต่างๆที่เปิดกันเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ผมกลับเห็นว่าถ้าจะสนับสนุนหรือส่งเสริมเด็ก สิ่งสำคัญเห็นจะเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างศิลปะกับเด็กมากกว่าจะเป็นกติกาหรือกิจวัตรที่ทุกเสาร์หรืออาทิตย์ เก้าโมงเช้าถึงเที่ยงเด็กจะต้องไปเรียนเปียโน บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็นต่อด้วยเรียนวาดรูป จนบางคนกลายเป็นเครื่องมือให้พ่อแม่ไปอวดบารมีกัน ดังนั้นน้องเตยก็เลยไม่ได้ไปเรียนอะไรที่ไหน แต่จะได้อิสระในการวาดรูปที่ตัวเองชอบ สีที่อยากใช้ เพื่อนวาดรูปหรือครูศิลปะ(แล้วแต่ความต้องการของน้องเตย)ที่อาเจ็กจะสวมบทบาทเพื่อเสริมบรรยากาศ พอบรรยากาศที่สนุกสนานเริ่มหอมฟุ้ง บรรดาเฮียๆของน้องเตยก็พากันมาร่วมในกิจกรรมวาดรูปที่จะมีกันเป็นประจำทุกวันหยุดที่บ้านอาเจ็กอย่างผมเอง สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่งทำให้ผมตั้งข้อสังเกตว่า โดยพื้นฐานแล้วเด็กๆโดยส่วนใหญ่มีความชอบในการวาดรูปเกือบทุกคนโดยไม่ต้องมานั่งบอกกันว่าศิลปะดีอย่างไร ช่วยให้เรามีความอิ่มเอมใจและพาให้สมองซีกจินตนาการมีชีวิตชีวาเพียงใด (เหมือนที่ผู้ใหญ่หลายๆคนลืมรึเปล่า) เหมือนครั้งที่ผมเคยไปกับเพื่อนอาจารย์รวมถึงลูกศิษย์หลายคนไปจัดกิจกรรมนอกสถานที่บริเวณสวนสาธารณะตรงป้อมพระสุเมร เราเตรียมกระดาษ เฟรมผ้าใบเล็กๆ สี พู่กัน ไปตั้งเต้นท์ จัดโต๊ะให้เด็กๆที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นได้มาวาดรูปกันโดยมีนักศึกษาศิลปะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ วาดเสร็จแล้วก็แขวนโชว์ให้ได้ชื่นชมกัน ผมพบว่ามีเด็กที่เข้ามาร่วมกิจกรรมเยอะมาก บางคนมาแล้วเดี๋ยวก็มาอีก พาลทำให้ผมนึกสงสัยว่าเด็กๆรอบตัวผมที่พบมาก็ชื่นชมกับศิลปะกันทั้งนั้น แต่ผู้ใหญ่หลายๆคนรอบตัวผมกลับรู้สึกว่าศิลปะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเขาจนทำให้ไม่อยากเข้าไปสนใจ ผมเองก็ได้แต่สงสัยว่าเด็กๆเหล่านี้ถ้าโตขึ้นไปเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ วิศวกร ทนายความ ฯลฯ เค้าจะยังจำวันที่เค้ามานั่งวาดรูปในสวนได้มั้ย เค้าจะพยายามเดินเข้าไปดูงานในหอศิลปบ้างมั้ย(การเดินทางไปหอศิลปหรือแกลเลอรี่ในกรุงเทพฯผมถือว่าต้องมีความพยายาม เพราะมีจำนวนไม่มากและรถติด) หรือเค้าก็คงจะลืมไปแล้วก็คิดว่ากรุงเทพฯไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ทางศิลปะเพิ่ม หรือถ้าจะมีก็รวมกับศูนย์การค้าก็ได้
ผมสงสัยเรื่องเด็กๆกับผู้ใหญ่อยู่หลายปีจนเมื่อน้องเตยอยู่ชั้น ป.๖ ผมก็พบข้อสังเกตเพิ่มเติมในเรื่องนี้
น้องเตยตอน ป.๖ เริ่มเป็นเด็กสาว แต่ยังน่ารักน่าชังเหมือนเดิม ช่วงระหว่างนี้ผมไม่ค่อยได้พบและทำกิจกรรมกับหลานๆเท่าไหร่ เพราะด้วยเหตุเรื่องการงานที่ยุ่งขึ้นบ้าง แต่ก็ได้พบกันในงานเลี้ยงรวมญาติ น้องเตยมาบอกผมว่า “เจ็ก..เตยไม่ชอบวาดรูปแล้วล่ะ” พอผมได้ยินเป็นอันต้องจับน้องเตยมานั่งซักไซร้ไล่เรียงกันหน่อยว่าทำไมไม่เจอกันไม่กี่เดือนถึงสรุปออกมาได้ว่าไม่ชอบวาดรูปแล้ว คำตอบที่ได้ในตอนแรกก็เป็นในลักษณะที่อ้างถึงกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับเธอมากกว่าการวาดรูป เช่น เกมส์ ออน ไลน์ บ้างล่ะ การนัดเดินเล่นกับเพื่อนสาวๆตามห้างสรรพสินค้าในวันหยุดบ้างล่ะ ว่ายน้ำ เทนนิส ต่างต่างนานาตามประสาน้องคนเล็กที่แวดล้อมไปด้วยกิจกรรมอันหลากหลายทั้งของตัวเองและของอาเฮีย
“ไม่ได้วาดรูปเลยเหรอ” ผมอยากรู้
“ก็มีบ้างล่ะ” น้องเตยตอบแบบผ่านๆขณะที่เล่นเกมส์เจ้างูน้อย ๒ ในโทรศัพท์มือถืออยู่
”อ้าว...แล้วบอกว่าไม่ชอบ ยังวาดอยู่ก็ดีแล้วนี่”
“ที่วาดน่ะ...ไม่ได้อยากวาด แต่ต้องวาดส่งครู” เธอเฉลย
ในที่สุดผมก็ถึงบางอ้อจนได้ว่าที่น้องเตยไม่อยากวาดรูป(ไม่ใช่ไม่ชอบ)แล้วก็เพราะตั้งแต่ขึ้น ป.๖ มา เธอได้คะแนนไม่ค่อยดีในวิชาศิลปะ วิชาที่เธอเคยทำได้ดีมาตลอด ผลงานที่ส่งอาจารย์แต่ละชิ้นได้ผลการตัดสินที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอคงวาดรูปไม่เก่ง มีเพื่อนที่ทำได้ดีกว่าเธอหลายคน วิชาศิลปะยากและไม่สนุกซะแล้ว จนในที่สุดการวาดรูปกับน้องเตยก็เป็นเหมือนวิชาคณิตศาสตร์กับเด็กอีกหลายคน สิ่งที่ผมบอกกับหลานออกไปอาจจะดูเหมือนอาเข้าข้างหลาน แต่เหตุผลจริงๆก็คือเข้าข้างหลานแหละครับ ผมบอกหลานไปอย่างยะโสว่า “ครูที่สอนเตยน่ะคงไม่เข้าใจศิลปะ เพราะงานศิลปะมันวัดเป็นคะแนนไม่ได้หรอก เจ็กก็ยังคิดว่าเตยวาดรูปได้สวยอยู่ดี”
ในความเห็นของผมการวัดผลในวิชาศิลปะ ระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะการให้คะแนนของผลงานควรคำนึงถึงการมีส่วนร่วมในการทำงานศิลปะของเด็กมากกว่าจะคอยใส่ตัวเลขว่า เธอวาดสวย(ในสายตาใคร?)เอาไป ๑๐ คะแนน เธอวาดพอใช้(ในสายตาใคร?)เอาไป ๗ คะแนน เธอวาดไม่สวย(ในสายตาใคร?)เอาไป ๔ คะแนน ผลสุดท้ายอาจจะเป็นกระบวนการหนึ่งที่กีดกันให้ศิลปะกลายเป็นของคนกลุ่มเล็กๆ และคนอื่นๆก็จะรู้สึกไม่อยากเกี่ยวข้อง ไม่อยากสนใจ เพราะเคยถูกตัดสินมาแล้วคุณทำได้ไม่ดี คุณไม่เก่ง จนในที่สุดก็คือ คุณไม่เกี่ยว ผมจึงขอฝากข้อคิดไปถึง ครู อาจารย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางด้านการศึกษาในเรื่องการสร้างความผูกพันทางศิลปะให้แก่เยาวชนน่าจะเป็นภาระสำคัญที่สถาบันการศึกษาควรจะมองเห็น ในระดับประถมศึกษาถ้าเรามุ่งเน้นเชิงคุณภาพกับเด็กอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่ากับการสร้างบรรยากาศในการเรียนศิลปะ เพื่อซึบซับความชอบ ความสนใจ จนนำมาสู่ความผูกพันที่หยั่งรากลึกลงไปไม่ว่าในอนาคตเด็กคนนั้นจะเป็นนักวิทยาศาสตร์(ที่มีศิลปะในหัวใจ) ผู้ว่าราชการ CEO (ที่มีศิลปะในหัวใจ) โดยหวังว่าผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าเหล่านี้จะช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นบ้านเมืองที่ให้ความสำคัญกับศิลปะวัฒนธรรม (ไม่ยืนยันว่าเป็นความหมายเดียวกับกระทรวงวัฒนธรรม) เจริญทั้งทางวัตถุและจิตใจ
น้องเตยตอน ม.๑ สาวน้อยน่ารัก มีกิจกรรมของสาวแรกรุ่นเพิ่มเติมเข้ามาบ้าง เช่นคุยโทรศัพท์กับเพื่อนนานๆ เข้าร้านทำผมเวลาไปงานเลี้ยง ไม่ค่อยสนใจอาเจ็กคนนี้แล้ว แต่สิ่งที่น้องเตยยังชื่นชอบและทำอย่างสม่ำเสมอก็คือการวาดรูป ที่เปลี่ยนไปก็เห็นจะเป็นแค่เนื้อหาในรูปวาดของน้องเตยเท่านั้น ที่ผมเห็นอะไรบางอย่างคล้ายๆที่ผู้ใหญ่เรียกว่า แฟชั่น กระมัง //
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Saturday, May 01, 2004
Labels: Article
September 22, 2003
สวนลุมฯ
สันติ ลอรัชวี
๑๒ ก.ย. ๔๖
กลางปี ๒๕๔๕ ผมได้มีโอกาสพาคุณนายบังเอิญไปเดินเล่นที่สวนลุมพินีอีกครั้ง
หลังจากห่างหายไปจากสวนแห่งนี้กว่า ๑๕ ปี...
มีบางอย่างเกิดขึ้นในความคิดของผม ณ สวนแห่งนี้...
การได้เห็นความมีชีวิตชีวาของคุณนายบังเอิญ ซึ่งไม่ค่อยได้มีโอกาสมาสัมผัสธรรมชาติซักเท่าไหร่
สัญชาตญาณที่แท้จริง รอยยิ้มเปื้อนน้ำลาย ทำให้ผมตั้งมั่นขึ้นมาว่า ซักวันหนึ่งผมจะพาคุณนาย
ไปอยู่ในบ้านที่มีสวนเล็กๆ ร่มรื่น เป็นธรรมชาติมากกว่าตึกแถวที่เราใช้ชีวิตด้วยกันมาตลอด
รอไปก่อนนะ คุณนาย...
คุณประพาสและคุณนายบังเอิญ
ระหว่างที่ปล่อยให้คุณนายเดินเล่นดมดินดมหญ้าไปตามเรื่อง ความรู้สึกนึงที่เกิดกับผมก็คือ
ความรู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด ความเป็นสวนเล็กๆในองค์ประกอบ...
ความรู้สึกดังกล่าวนำผมไปสู่ความผ่อนคลาย ออกจากความสำคัญในตัวตน วางตัวเองลง
เป็นความผ่อนคลายที่พิเศษ มันมากกว่าการนอน ดูหนังหรือฟังเพลง ได้พลังบางอย่างกลับมาสู่ชีวิต
ไม่ใช่การปลง แต่น่าจะเป็นการทำความเข้าใจในการดำรงอยู่มากขึ้น
เซ็นทรัล ปาร์ค ในนิวยอร์คคงไม่ต่างจากสวนลุมของเราหรอก...
เพราะเราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ เท่านั้น (ไม่ว่าจะเทียบกับสวนลุมหรือสวนเล็กๆ หน้าบ้าน)
คุณกุลสตรี
ปล. ขณะนี้ผมและคุณนายบังเอิญ พร้อมกับคุณประพาสและคุณกุลสตรี
ได้ย้ายไปอยู่บ้านเล็กๆ ที่มีสวนหน้าบ้านแล้ว....
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Monday, September 22, 2003
Labels: Dregs
September 17, 2003
April 17, 2003
Discovering Thai Exhibition
Selected Group Design Exhibition
“Discovering Thai”
April 2003, Bangkok University Art Gallery,
Bangkok, Thailand
Designer : Santi Lawrachawee
Title : Untitled2003
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Thursday, April 17, 2003
0
comments
Labels: Design Activities, Works
May 17, 2002
March 22, 2002
กรุงเทพฯ อวดดี
บทบรรณาธิการหนังสือ กรุงเทพฯ อวดดี
โดย สันติ ลอรัชวี
มีนาคม ๒๕๔๕
// ถ้าจะพูดว่า ภาพของเมืองหลวงโดยส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะ ตึกระฟ้า ป่าคอนกรีต
มลพิษ ชีวิตกลางคืน ก็คงจะมีคนไม่เห็นด้วย เพราะน่าจะมีอีกหลายคนที่มองเห็น
ความต่างออกไปจากภาพลักษณ์มหานครที่สับสนวุ่นวาย เพราะความต่างที่ว่าอาจจะนำมา
สู่ความเป็นรูปแบบเฉพาะ อาจจะทำให้เมืองแต่ละเมืองมีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลต่างกันออกไป
ในเมืองหนึ่งจุดที่น่าหลงใหลของแต่ละคนก็อาจจะแตกต่างกัน
บางคนชอบสภาพของเมืองตอนกลางวัน
ในขณะที่บางคนอาจจะชอบสภาพตอนกลางคืน
เมืองสะท้อนสังคม สังคมก็สะท้อนการดำเนินชีวิตในสังคมนั้น
และการดำเนินชีวิตก็สะท้อนกลับไปยังเมือง
การมองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมกับรูปแบบการดำเนินชีวิต
ดูเหมือนจะทำให้เราซึมซับเรื่องราวในการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติในชนบท
หรือความศิวิไลซ์ในเมืองก็ตาม ยังทำให้เราพยายามเข้าใจและยอมรับ
ในการเป็นอยู่ของสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผล โดยไม่พยายามตัดสินความถูก ผิด ดี หรือด้อย
ด้วยแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง
คำถามที่ว่าสิ่งหนึ่งจะดีกว่าอีกสิ่งหนึ่ง เราจะวัดด้วยบรรทัดฐานใด....
ดูเหมือนนับวันเราจะยิ่งตอบคำถามนี้ได้ยากลำบากขึ้นทุกทีที่สังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น
(แม้จะมีแนวคิดที่บอกจะให้คนเราพยายามทำสิ่งต่างๆ ให้เรียบง่ายขึ้น
แต่บางทีการพยายามทำให้ง่ายก็เป็นอะไรที่ซับซ้อนอย่างหนึ่ง)
"กรุงเทพฯอวดดี" เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่นิยามคำว่า "ดี" แตกต่างออกไป
หลายคนคงตั้งแง่ว่า... เมื่อเทียบกับมหานครอื่นๆ กรุงเทพฯ มีีอะไรดีขนาดที่พอจะให้อวดหรือ?
"ดีตรงที่เป็นกรุงเทพฯ"
การกลับมามองเห็นคุณค่าในความเป็นตัวตนที่ไม่มีในบุคคลอื่น มองเห็นถึงความสัมพันธ์
และความสมดุลย์ของวิถีชีวิตเมือง ซึ่งทำให้ค้นพบรูปแบบเฉพาะในความเป็นกรุงเทพฯ
"ความเชื่อมโยงของงานออกแบบกับการดำเนินชีวิตของชาว กทม. เป็นมุมมองที่จุดประกาย
ให้เห็นถึงรูปแบบเฉพาะต่างๆ ของเมืองได้อย่างชัดเจน เราอาจรู้จักลักษณะนิสัยผู้คนในเมือง
ผ่านงานออกแบบที่ปรากฏอยู่ได้
"ป้าย" (Signage) คือภาพสะท้อนของเมืองที่ชัดเจนภาพหนึ่งนอกเหนือจากหน้าที่หลักในเชิงสื่อสารของมัน
การมองรูปแบบชีวิตผ่านป้ายต่างๆในหนังสือเล่มนี้ ทั้งที่ถูกออกแบบตามทฤษฎีการออกแบบ
และที่ถูกออกแบบกันเองโดยคนทั่วไป จะนำเสนอภาพของเมืองกรุงที่ชาวกรุงหลายๆ คน
จะรู้สึกสนุกและมีส่วนร่วมไปด้วย ทั้งที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งนี้อยู่ตลอด
"ป้ายแสดงที่ตั้งจุดผ่อนผันหาบเร่" แสดงออกถึงรูปแบบการค้าขายที่มีเอกลักษณ์
ป้ายแบบนี้คงจะไม่สามารถพบเห็นในมหานครแห่งอื่น
เช่นเดียวกับ "ป้ายเตือนห้ามฉี่" ที่มีหลากหลายรูปแบบอยู่ทั่วเมือง ก็สะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง
ได้อย่างอารมณ์ดี
การทำความรู้จักกรุงเทพฯ อีกครั้งผ่านป้ายต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ คงทำให้ผู้อ่านได้มุมมองใหม่
ต่อเมืองหลวงของเรา โดยมีงานออกแบบเป็นมัคคุเทศน์...
งานออกแบบต่างๆ ล้วนมีพื้นฐานมาจากการตอบสนองการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในด้านต่างๆ
งานออกแบบจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวจากชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกเพศ ทุกวัย และทุกอาชีพ
สิ่งต่างๆที่อยู่ร่วมกันยังคงทำหน้าที่สะท้อนภาพในแง่มุมต่างๆ ซึ่งกันและกันอยู่เสมอ
จริงๆแล้วอาจไม่มีคำว่า "ของใครของมัน" ในทุกยุคทุกสมัย ตราบใดที่ประวัติศาสตร์ยังส่งผลต่อปัจจุบัน
และปัจจุบันยังคงส่งผลสู่อนาคต
บางทีการเข้าใจและยอมรับอย่างมีเหตุผลในสภาพต่างๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
จะเป็นเส้นทางแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยการสร้างสรรค์
"หวังว่าคุณคงไม่วาอะไรที่กรุงเทพฯ จะอวดดี" //
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Friday, March 22, 2002
Labels: Article
March 04, 1997
Automatic Design Machine
by Santi
// From a Communication Design student to a professional graphic designer working as Company's employee and freelance designer as well as the role of university teacher give me the intelligent thinking, visions and appreciation that have been changing at all time.
When I was going to finish my education and I aimed, at the time, to be a graphic designer, I had my intention, determination and confidence that I was more than ever ready for this sort of profession. So when I started to work in a company for my profession I was quite happy. I tried to produce my best works and intended to learn all kind of production processes as much as I could. But when the time by, I discovered that my determination, confidence, especially my full desire of self-contained had been gradually decreased as if I was becoming " an automatic design machine ". What made me feel like that? the company I was working for? my colleagues? or customer? I think the answer is I put the pressure on myself for what had happened in the designing business I was confronting at that moment. I did not want to modify design works with the reason that was not a real reason: the reason of believing, feeling or personal refined taste. I had only the thought of being an ordinary graphic designer whose duty was to achieve the assigned works completely.
From there I had changed my status to be a freelance designer hoping that I could utilize the working environment flexibility to produce more of qualified design work. But it did not be as I expected. I became " an automatic design machine " once more. That was because of the worthy of trusts and vision of customers given to the freelance graphic designer like myself was far less than those who are working for the company. The direct contact with customers produced numerous odds either the working concept or even the art direction which it should be a duty in decision making performed by a designer. Self pressure was back but this time I was ready to deal with such pressure and began to look for the way out ahead.
Presently I changed my role to be an instructor in Communication Design Departmemt, School of Fine and Applied Arts, Bangkok University. I still accept some design jobs if they respect and believe in me.
I think teaching in university produces the pressure as well but this is the positive pressure:
1. Try to seek more knowledges successively in order to learn to know differently in both theoretical and practical process can be brought to communicate with students understandably and up to date.
2. The determination to make out good design work by students I think it depends upon our design works performances that must express the quality and determination of those performances as well.
As of now I think I am ready with good appreciation for both designer and teacher. With this appreciation I still put the pressure on myself. I think I do not have enough potential either for my knowledges, experiences, or the international existence which are the necessary factors to the world environments in the present an in the future that I could resond to my appreciation completely.
My decision at this time, therefore, is the significent step in seeking more knowledges, experiences and international existence for myself either in the way of perspectives, ideas and methods that I am going to express effectively both in my design work and teaching.
Posted by
Tik Lawrachawee
at
Tuesday, March 04, 1997
0
comments
Labels: Dregs

