January 05, 2009

โปสเตอร์กับความเป็นศิลปะสาธารณะ


เป็นบทความขนาดสั้นที่เขียนขึ้นเพื่อลงวารสาร RAW MAT ฉบับล่าสุด
ในโอกาสนิทรรศการโปสเตอร์ “Design (alone) Cannot Change (everything)”
ที่กำลังจะแสดงในวันจันทร์ที่ 1-7 ธันวาคม 2551 ณ แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น 1 สยาม ดิสคัพเวอรี่
เขิญร่วมงานวันเปิดนะครับ มีเสวนาเวลา 4 โมงเย็นโดย สยาม อัตตริยะ (คัลเลอร์ ปาร์ตี้) / อนุทิน วงศ์สรรคกร (พฤติกรรมการออกแบบ) /
พันทิพา ตันชูเกียรติ (ลิ-เก) และผมครับ จากนั้นร่วมฟังแนวความคิดของนักออกแบบแต่ละคน ซึ่งผลงานน่าสนใจมากๆ ครับ

โปสเตอร์กับความเป็นศิลปะสาธารณะ

“โปสเตอร์” สิ่งพิมพ์ที่อยู่เคียงข้างพื้นที่สาธารณะมาโดยตลอด ผมมีความสุขและคุ้นเคยกับการยืนมองและอ่านเนื้อหาที่จัดวางอยู่บนโปสเตอร์
โปสเตอร์บางใบดึงดูดให้ผมเดินเข้าไปหามันตั้งแต่ตอนเห็นในระยะไกล และบางใบก็สะกดให้ผมยืนมองเนิ่นนาน ที่ผ่านมาไม่ว่าจะรับใช้เนื้อหา
ที่สัมพันธ์กับรัฐ องค์กร สินค้าหรือบริการใดๆ ก็ตาม โปสเตอร์ก็เป็นสื่อหลักสื่อหนึ่งที่นักออกแบบสื่อเลือกใช้เมื่อจะต้องนำเสนอเนื้อหาไปสู่สาธารณะ
ดังนั้นอาจเรียกได้ว่า “โปสเตอร์” ก็เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับนักออกแบบกราฟิกมาโดยตลอดเช่นกัน

สำหรับผมจึงเป็นเรื่องแปลกถ้าพบนักออกแบบซักคนที่ไม่เคยออกแบบโปสเตอร์เลย (แม้กระทั่งตอนเรียน)

ซึ่งนับเป็นเวลากว่า 16 ปี จากโปสเตอร์ใบแรกที่ผมออกแบบเพื่อส่งงานในชั้นเรียน จนถึงโปสเตอร์ใบล่าสุดที่ผมออกแบบสำหรับนิทรรศการโปสเตอร์นี้
ทำให้ชวนคิดว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้างกับการออกแบบโปสเตอร์ในบ้านเรา ในขณะที่รูปแบบโปสเตอร์ก็มีความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย
สังคม การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี มาตามลำดับ
ตั้งแต่ยังไม่มีอาชีพนักออกแบบกราฟิก จนกระทั่งปัจจุบันที่มีนักออกแบบหน้าใหม่จบออกมาเป็นพันคนต่อปี

เรื่องหนึ่งที่ผมนึกถึงก็คือ “พื้นที่ติดโปสเตอร์ ” ที่นับวันจะลดลงจนบางครั้งนึกไม่ออกว่าจะเอาโปสเตอร์ที่ได้มาไปติดให้ที่ไหน
ในยุคสิบกว่าปีก่อน เสากลมบริเวณริมถนนบางสายเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีคนมาติดโปสเตอร์กันมาก มีคนนำโปสเตอร์ไปติดเพิ่มตลอดทั้งวัน
ติดตอนเช้ามืด บ่ายก็โดนติดทับแล้ว แต่ก็จะโดนติดทับตอนหัวค่ำอีกที ส่วนถ้าติดที่กำแพงแถวสยามฯ โดยมากมักจะคิดซ้ำจนเต็มกำแพง
เพื่อความชัดเจน แต่เวลาโดนทับก็มักจะโดนทั้งกำแพงเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นความไร้ระเบียบในการใช้พื้นที่สาธารณะ

แต่ถึงอย่างไรเสากลมก็ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ในขณะที่ผนังบริเวณสยามแสควร์ก็เหลือน้อยมากแล้ว

พื้นที่สื่อสารสาธารณะที่เคยมีกำลังจะหมดไป
ในขณะพื้นที่สื่อสารสาธารณะใหม่ก็เกิดขึ้นทดแทน แต่ก็มีคนตั้งคำถามไว้มากเกี่ยวกับความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะใหม่นั้นๆ
ว่าเข้าถึงได้ยากหรือต้องเข้าไปภายใต้การกำกับอย่างเข้มงวด จนทำให้พื้นที่นั้นไม่เป็น “สาธารณะ” จริง หรือไม่ก็มีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง
จนกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อน จนต้องรับอิทธิพลของทุนหรือกลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ไปโดยปริยาย
แรกเริ่มพื้นที่สาธารณะเป็นแนวความคิดที่เกิดขึ้นของฮาเบอร์มาส นักวิชาการเยอรมัน มองเห็นความสำคัญของโลกการสื่อสารและบทบาททางการเมือง
ของกลุ่มชนชั้นใหม่ในสังคมยุโรปช่วงรอยต่อระหว่างการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบบการเมืองรูปแบบประชาธิปไตย
ในคริสต์วรรษที่ 18 การสื่อสารตามร้านกาแฟ ร้านตัดผมหรือร้านค้าในชุมชน เป็นศูนย์รวมของการวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐ และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
ประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มพ่อค้าและนายทุน มีโอกาสนำเรื่องการเมืองมาตรวจสอบและกดดันให้เกิดความโปร่งใส พื้นที่สาธารณะมีความหมายตรงกันข้ามกับ
พื้นที่ในราชสำนัก ซึ่งอำนาจทางการเมืองมีการรวมศูนย์ และการตัดสินใจทางการเมืองดำเนินภายในปริมณฑลที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะและจำกัดในวงแคบ
พื้นที่สาธารณะยังประกอบไปด้วยสื่อหนังสือพิมพ์ ใบปิด ใบปลิว และสิ่งพิมพ์ขนาดเล็กที่เป็นเวทีกลางในการเชื่อมต่อพื้นที่สาธารณะในทางกายภาพจาก
กลุ่มคนในร้านกาแฟและย่านต่างๆ ให้มีโอกาสพบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ผ่านพื้นที่สาธารณะในทางสัญลักษณ์


แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าพื้นที่ที่เหลือน้อยสำหรับโปสเตอร์จะสวนทางกับปริมาณการใช้สิ่งพิมพ์ในระดับย่อย ซึ่งขอบเขตการนำเสนอเนื้อหาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ
ขยายวงกว้างออกไปอย่างมาก ตั้งแต่ระดับปัจเจกชนไปจนถึงองค์กรต่างๆในชุมชนไม่ว่าจะเป็น สหภาพแรงงาน องค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัย
ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายทางด้านสิ่งแวดล้อม โรงเรียนสอนพิเศษ โบสถ์หรือวัด และมีประเด็นต่างๆที่กล่าวถึงอาณาเขต หรือปริมณฑลแห่งหนึ่งแห่งใดโดยเฉพาะ
เจาะจงมากขึ้น เช่น กลุ่มผู้ติดเชื้อเอช ไอ วี /ลูกหนี้บัตรเครดิต / ผู้ติดบุหรี่หรือสุรา เป็นต้น ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้จากหน่วยงานเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับ
กลุ่มนั้นๆ เราจะสามารถเห็นโปสเตอร์ในสถานที่ของหน่วยงานต่างๆ อยู่เสมอ แต่ขอบเขตในการเผยแพร่ก็จะจำกัด ทั้งๆ ที่บางเรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง
กับสังคมในวงกว้าง เกินกว่าจะติดอยู่แค่ในหน่วยงานเท่านั้น

ในเมื่อพื้นที่สาธารณะสำหรับโปสเตอร์ลดน้อยลงจนไม่มีความจำเป็นต่อการใช้โปสเตอร์ ไม่ว่าโปสเตอร์ใบนั้นจะถูกออกแบบและสื่อสารได้ดีเพียงใด
มันก็ไม่สามารถแสดงศักยภาพออกไปได้ถ้าโปสเตอร์เหล่านั้นไม่มีพื้นที่แสดงตัวออกไป
บางทีทำให้คิดไปว่านี่อาจเป็นวาระสุดท้ายของศิลปะการออกแบบโปสเตอร์หรือไม่...

คุณประชา สุวีรานนท์ เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในบทความรายสัปดาห์ว่า “หัวใจของงานออกแบบต้องมีพันธสัญญาระหว่างไตรภาคี อันได้แก่
ลูกค้าหรือสถาบันที่มอบหมายหรือว่าจ้างและสาธารณชน ซึ่งหมายถึงกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ดู” อีกทั้งยังกล่าวถึงคุณค่าของโปสเตอร์ไว้ด้วยว่า
“ความเป็นศิลปะสาธารณะของโปสเตอร์กำลังเสื่อมลงพร้อมกับความหมายของคำว่า “พื้นที่สาธารณะ” นั่นอาจหมายถึงคุณค่าหรือความเป็นศิลปะ
ของโปสเตอร์อาจจะเป็นผลต่อเนื่องมาจากการแสดงตัวตนหรือเนื้อหาของมันออกไปสู่สาธารณะ นั่นจึงจะทำให้โปสเตอร์ใบนั้นมีตัวตนครบถ้วน
เพราะได้ทำหน้าที่ของมันออกไปอย่างสมบูณ์แล้ว

ปลายปี พ.ศ. 2550 นิทรรศการ “ศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น” ซึ่งจัดแสดงที่หอศิลป์ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้เชิญนักออกแบบกราฟิก 8 คน
ให้ร่วมสร้างสรรค์และแสดงผลงานโปสเตอร์ในพื้นที่แสดงนิทรรศการศิลปะร่วมกับศิลปินทางด้านทัศนศิลป์คนอื่นๆ
ซึ่งถือเป็นอีกปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงการจัดสรรพื้นที่ให้กับโปสเตอร์แสดงตัวในอีกบริบทหนึ่ง
ที่ไม่ใช่นิทรรศการจัดแสดงผลงานโปสเตอร์ที่เคยออกแบบมารวบรวมให้ชม แต่เป็นการออกแบบโปสเตอร์เพื่อเหตุผลในการจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการ
โดยเฉพาะ จึงมีคำถามที่น่าสนใจว่า นิยามร่วมสมัยของโปสเตอร์คืออะไร /
ระหว่างการจัดแสดงนิทรรศการกับการพิมพ์โปสเตอร์เพื่อแจกจ่ายไปติดตามสถานที่ต่างๆ รูปแบบไหนจะมีคนพบเห็นและรับรู้เนื้อหามากกว่ากัน /
โปสเตอร์ที่พิมพ์เพียงเพื่อจัดแสดงนั้น ความเป็นศิลปะสาธารณะจะยังคงอยู่หรือไม่ ฯลฯ

เราทุกคนแม้จะมีความเป็นส่วนตัว แต่ทุกคนก็ต้องมีวาระที่เป็นชีวิตสาธารณะด้วย แม้การแต่งตัวของเราก็สามารถสื่อสารอะไรบางอย่างออกไปแก่ผู้พบเห็น
ดังนั้นการที่โปสเตอร์แต่ละใบมีสถานภาพแตกต่างกัน อาจไม่ได้ทำให้คุณค่าหรือความเป็นสื่อสาธารณะหมดไป
หากเพียงสาระที่บรรจุอยู่นั้นยังมีประโยชน์เพียงพอต่อผู้พบเห็น

สำหรับคนทำงานออกแบบโปสเตอร์คนหนึ่ง ในการพบเห็นโปสเตอร์แต่ละใบมีความรู้สึกยินดีมากกว่าความรู้สึกอื่นที่คละอยู่
เพราะไม่ว่าโปสเตอร์ที่เราออกแบบจะติดอยู่ที่ไหนก็ตาม การมีอยู่ของโปสเตอร์แต่ละใบ ต่างพื้นที่ ต่างวาระนั้น
นั่นก็สะท้อนให้เห็นถึงการมีอยู่ของพื้นที่สาธารณะ การมีอยู่ของศิลปะการออกแบบโปสเตอร์ ที่นักออกแบบกราฟิกและพลเมืองของสังคมคนหนึ่ง
อาจใช้ปกป้องวิชาชีพและพื้นที่สาธารณะเอาไว้ ด้วยการผลิตแผ่นกระดาษที่จะเข้าไปแบ่งปันพื้นที่ที่นับวันจะมีเจ้าของกันหมดแล้ว...

5 comments:

///BOMBER/// said...

ชอบครับ ช่วงหลังๆมานี่ที่สยามก็มีพื้นที่น้อยกว่าเมื่อก่อนเยอะจริงๆ กลายเป็นโปสเตอร์ไปอยู่ใน myspace หรือ hi5 แทนกันซะเยอะ

natas,, said...

ถ้าตัดพันธะในเรื่องการว่าจ้างออกไป
ผมว่าไม่จริง
พื้นที่สาธารณะกำลังเพิ่มขึ้น
เพราะการขยายตัวของเมือง
ในพื้นที่เดิมๆ

แต่ถ้าไม่ตัดเรื่องการว่าจ้าง
อาจจะจริง เพราะในแง่การตลาด
มันได้ผลน้อยลง(หรือเปล่า)

Tik Lawrachawee said...

จริงอยู่ครับที่เมืองมีการขยายตัวออกไป แทบจะทุกแห่งในโลก
แต่การขยายตัวของเมืองไม่ได้แปลว่าพื้นที่สาธารณะจะขยายตัวตามไปด้วย ตราบที่พื้นที่ที่ขยายออกไปถูกจับจองและครอบครองด้วยเหตุผลส่วนบุคคลหรือส่วนองค์กร ในแง่ของประสิทธิภาพทางการตลาดเป็นตัวชี้วัดพื้นที่ของโปสเตอร์อาจจะจริงแต่ก็น่าเศร้า เพราะโปสเตอร์ไม่ได้ทำงานรับใช้เพียงแค่การขายหรือชวนเชื่อเท่านั้น แต่ยังสามารถนำเสนอเนื้อหาบางเรื่องที่เป็นสาธารณะจากปัจเจกชน ผมคิดว่าปัญหาของบ้านเมืองหลายๆ เรื่องอาจจะเบาบางลงถ้าพื้นที่สาธารณะมีมากขึ้นเพื่อรองรอบความคิดของพลเมือง ไม่ใช่มีแต่พื้นที่ของรัฐและทุนเท่านั้น แต่ก็น่าสงสัยอีกล่ะครับว่าถ้าเรามีพื้นที่สาธารณะอย่างที่ว่า พลเมืองทั้งหลายจะใช้มันอย่างมีกติกาและรับผิดชอบมั้ย ตรงนี้น่าคิดกว่า... เพราะผมจินตนาการเห็นการช่วงชิงพื้นที่กันเองระหว่างพลเมืองกลุ่มต่างๆ อยู่นั่นแล

natas,, said...

ครับผมก็เห็นด้วยในบางส่วน
แต่ผมหมายความการขยายตัวในเรื่อง
การใช้งานมากขึ้น
อาจจะเป็นพื้นที่ทุนที่มีการถือสิทธิ์
อย่างที่ อ.ติ๊กพูดก็ได้
ไม่ได้หมายถึงการขยายเชิงปริมาณนะครับ

ถ้าโปสเตอร์ยังสามารถนำเสนอเนื้อหาบางเรื่อง
ที่เป็นสาธารณะจากปัจเจกชนได้
ก็คงเป็นตัวอย่างที่ดี ที่จะได้เห็นว่า
เราคิดที่จะเรียนรู้การใช้พื้นที่สาธารณะกันอย่างไรแล้ว

(แต่พื้นฐานแล้วโปสเตอร์มันต้องล่วงละเมิดนะผมว่า 555)

natas,, said...

อย่าถือสาผมนะครับ
อย่างน้อยๆเราก็กำลังคุยกัน
อยู่ในพื้นที่เหมือนจะสาธารณะ
ที่ถือครองสิทธิ์โดยอ.ติ๊กอยุ่เหมือนกัน

ผมเลยมาเขียนๆเป็นภาพประกอบบทความ
อ.ติ๊กเท่านั้นแหละ