November 02, 2008

| Gra+Fiction News 7 / Nov 08 : The One Flag : Design Competition |


เป็นโครงการประกวดการออกแบบธง จัดโดย Adbusters
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.adbusters.org/campaigns/oneflag

A First Thing First Project
These are real targets, worthy of our problem-solving skills, ripe for our intervention.
Yet those who have the vision to rise above national and political boundaries still have no symbol to rally under.
We invite you to create a flag – free from language and well-worn clichés – that embodies the idea of global citizenship.
A symbol that triggers pride and cohesion, whether worn on a backpack, displayed on a door, or flown on a flagpole.
A symbol for anyone to declare membership in a growing and vital human cooperative.
We invite you to prove that design has a real role to play in the fate of our world.

Submissions: will be critiqued by a panel of prominent design professionals, then featured in Adbusters
and supporting design publications. The winning flag will go into production, ready for flying by the patriotic citizens of Earth. Deadline for entries is December 1, 2008.

Judges: Jonathan Barnbrook, Michael Bierut, Vince Frost, Steven Heller, Kalle Lasn, Rick Poynor, Dmitri Siegel.
More to be announced.

October 29, 2008

| Design (Alone) Cannot Change (Everything) : Poster Exhibition |



a poster exhibition curated by Santi Lawrachawee
more info : http://designalone.blogspot.com

October 22, 2008

| Gra+Fiction News 6 / October 08 : “Designers’ Saturday 5” |


Designers’ Saturday 5
Venue : หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
Date : 25 October 08, 13.30-17.00 น.
Ticket Info : Free Entry
Activities : Talk
Art4d ร่วมกับ บริติช เคานซิลจัดงานสนทนาทางด้านการออกแบบประจำบ่ายวันเสาร์ สำหรับครั้งนี้เป็นการบรรยายของนักออกแบบ 2 คน
ที่ทำงานด้าน Visual Communication ทั้งคู่ คนแรกคือ Vince Frost จาก Frost Design หลังย้ายจากลอนดอนมาเปิดออฟฟิศที่ซิดนีย์ได้ 3 ปี
งานออกแบบของFrost นอกจากงานออกแบบหนังสือของถนัดของ Frost แล้ว ยังมีทั้งงาน Corporate Environmental Graphic เว็บไซต์
งานโมชั่นกราฟิก,TVC, Exhibition และล่าสุดก็ต้องโปรดักท์อย่างหนังสือ Sorry* Trees และ Frost* Bamboo T - Shirt
ที่ Frost ออกแบบและผลิตในประเทศไทยวางขายทางเว็บของ Frost Design อีกด้วย!

คนที่สองคือ Javin Mo ผู้ก่อตั้ง Milkxhake สตูดิโอกราฟิกอินเตอร์แอคทีฟจากฮ่องกง ก็มีทั้งงาน กราฟิก เว็บไซต์ ทำหนังสือ สิ่ง- พิมพ์
ออกแบบนิทรรศการ ทั้งที่ ทำให้ฮ่องกง จีน และเอเชีย การัน- ตีความน่าสนใจด้วยรางวัลระดับ คุณภาพอย่าง Tokyo Type Direc - tor Club,
Young Guns และ D&AD

พิเศษสำหรับ Designer’s Saturday ครั้งที่ 5 นี้ Vince Frost และ Javin Mo จัดเวิร์กช็อปพิเศษสำหรับ นักเรียนนักศึกษาด้านการออกแบบ กราฟิก และที่เกี่ยวข้อง
สนใจเข้าร่วมเวิร์กช็อปครั้งนี้ กรุณาส่งพอร์ตโฟลิโอในชั้นเรียนมาที่ mail@art4d.com สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ (02) 260-2606-8.

***ว่าจะเอา Zembla ไปขอลายเซ็นต์

| SCG Artist & Designer Workshop 2008 : Cement|

ผมมีโอกาสเข้าร่วมเวิร์คชอปในโครงการ SCG Artist & Designer Workshop 2008
จัดโดยมูลนิธิซิเมนต์ไทย ร่วมกับ ธุรกิจซิเมนต์ เครื่อซิเมนต์ไทย SCG Cement
ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินและนักออกแบบประมาณ 20 คน ได้ทดลองสร้างผลงานด้วยปูนซิเมนต์
โดยที่ทาง SCG สนับสนุนพื้นที่ วัสดุ อุปกรณ์ รวมทั้งบุคลากรที่มีความชำนาญเกี่ยวกับปูนซิเมนต์
ที่คอยแนะนำและช่วยเหลือ เราไปทำงานกันที่ ศูนย์เทคโนโลยีการฉาบปูน จังหวัดสระบุรี
ได้รับประสบการณ์ที่ดีและมิตรภาพใหม่ๆอีกด้วย เลยนำบางสิ่งบางอย่างที่ได้ไปทดลองทำมาแลกเปลี่ยนครับ



September 25, 2008

| Communication Design 5 Class : Final Project |



ผลงานสุดท้ายของวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ 5 ที่ผมสอนคู่กับอาจารย์อนุทิน วงศ์สรรคกร
ที่ภาควิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นชั้นเรียนที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาที่มุมมองต่อสถานการณ์รอบตัวด้วยวิจารณญาณเชิงการออกแบบ
ความพยายามของชั้นเรียนกำลังทดลองให้นักศึกษาออกแบบก้าวผ่านสถานะของผู้เพียงแค่ส่งผ่านสาร ไปสู่สถานะของผู้ผลิตตัวบทของสารที่ต้องการจะสื่อ
มีหลายท่านอาจจะเปรียบเทียบอาชีพ Graphic Designer หรือ Communication Designer เสมือนการร้องคาราโอเกะเท่านั้น แต่สำหรับยุคสมัยที่เส้นแบ่งกั้น
ระหว่างสิ่งต่างกำลังเลือนรางและทับซ้อนกันมากขึ้น การร้องคาราโอเกะอาจจะไม่เพียงพอสำหรับนักออกแบบสื่อสาร อาจเพราะนักออกแบบสื่อสารส่วนหนึ่งมีความต้องการสร้าง
เนื้อพลงหรือท่วงทำนองที่เป็นปัจเจก จนบางครั้งเพลงหรือท่วงทำนองของผู้อื่นไม่อาจตอบสนองความนึกคิดเหล่านั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่วงทำนองในร้านคาราโอเกะนั้น
มีแต่เนื้อหาและทำนองที่ซ้ำไปมาจนไม่เกิดความท้าทายใดๆ จริงอยู่ว่าศักยภาพการตอบสนองโจทย์ของนักออกแบบนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงวิชาชีพ
แต่โจทย์ที่ว่าจะเป็นโจทย์ของเราเองแทนที่จะเป็นจากลูกค้าได้หรือไม่ เป็นโจทย์ทางวิชาชีพแทนโจทย์ทางอาชีพได้หรือไม่

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ชั้นเรียนนี้พยายามจะหาคำตอบไปด้วยกัน...

แม้การดำเนินไปของชั้นเรียนนี้จะมีอุปสรรคอยู่สำหรับนักร้องคาราโอเกะหน้าใหม่ โดยเฉพาะหลายคนอาจจะยังร้องเพี้ยน ไม่ตรงจังหวะ การให้เสียงยังไม่เข้ากับอารมณ์ของเพลง
ก็ถูกผลักดันให้แต่งเพลงซะแล้ว ทำให้บรรยากาศในการทำงานจะตึงเครียดไม่น้อย แต่ในแง่ดีที่ผมอยากจะพูดถึง (เพราะพูดในแง่ไม่ดีไปเยอะแล้วในชั้นเรียน)
ก็คือความคิดหรือประเด็นส่วนบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ (ในที่นี้หมายถึงใหม่ต่อนักศึกษา) ความพยายามที่จะสร้างชุดความคิดขึ้นมาก่อนที่จะทำงานออกแบบที่เป็นรูปแบบ
เพราะเดิมทีนักศึกษาเองอาจไม่เคยรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาหรือประเด็นที่กำลังจะทำงานออกแบบ ‘ความรับผิดชอบเชิงรูปแบบ’ จึงกลายเป็นเหมือนหน้าที่อันจำกัดที่นักออกแบบ
พึงต้องยอมรับ และนำไปสู่การไม่ก้าวล้ำไปสู่การสร้างชุดความคิดของตนในการสร้างงานออกแบบถึงแม้ว่างานออกแบบนั้นจะเป็นงานออกแบบส่วนตัวก็ตาม อีกทั้งความคิดลักษณะนี้
ยังนำมาซึ่งความฉาบฉวยในการสร้างรูปแบบ ซึ่งเดิมทีอาจเคยถือว่าเป็นความรับผิดชอบหลักอีกด้วย

การต่อสู้กับความไม่คุ้นเคยเป็นภาพเชิงบวกที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนนี้ มีการพูดคุยกันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนหลายต่อหลายครั้งต่อความอึดอัดทั้งหลาย
เพื่อนำไปสู่การปรับตัวของทั้งสองฝ่าย ผมอยากชี้ให้เห็นถึงความน่าสนใจของความคิดหลายความคิดที่นักศึกษาได้นำเสนอออกมา
แม้ว่าตัวผลงานเองอาจจะไม่สามารถแสดงความน่าสนใจของชุดความคิดนั้นได้เท่าที่ควร
ก็เหมือนกับคุณเริ่มแต่งเพลงได้น่าสนใจ แต่พอจะร้องเพลงของตัวเองดันร้องเพี้ยนหรือผิดจังหวะซะเอง...

ต้นฉบับ VS สำเนา


ในชั้นเรียนผมค่อนข้างสนุกเวลาพูดคุยในหัวข้อนี้ การตั้งข้อสงสัยถึงสถานะของการเป็นต้นฉบับและสำเนาของนักศึกษา
น่าจะเป็นหัวข้อหนึ่งที่ท้าทายต่อความคิดของนักออกแบบได้อย่างดี การกำกับให้สิ่งใดเป็นต้นฉบับ และสิ่งใดเป็นสำเนา ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลจนต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
การทำงานออกแบบเพื่อนำเสนอสถานะที่เลื่อนไหลนี้ออกมาเป็น visual communication ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของนักออกแบบและภาวะของการออกแบบได้อย่างดี

การผลิตตรายางคำว่า ‘ต้นฉบับ’ ซักอัน เราจะพบการเปลี่ยนสถานภาพของการเป็นต้นฉบับและสำเนาอยู่ตลอดเวลา
-> นักออกแบบคนหนึ่งต้องสร้างแบบต้นฉบับของตรายางในคอมพิวเตอร์
-> จากนั้นพิมพ์ลงบนกระดาษ(สำเนาของไฟล์)เพื่อเป็นต้นฉบับให้ร้านตรายาง
-> ร้านตรายางนำต้นฉบับกระดาษไปถ่ายเป็นฟิล์ม(สำเนาของกระดาษ)
-> แล้วนำต้นฉบับฟิล์มไปทำเป็นแม่พิมพ์โลหะ(สำเนาของฟิล์ม)
-> นำต้นฉบับแม่พิมพ์โลหะไปสร้างเป็นแบบบนแผ่นยาง(สำเนาของแม่พิมพ์โลหะ)

เราก็จะได้ตรายางคำว่า ‘ต้นฉบับ’ ที่ไปประทับบนเอกสารใบไหนก็ได้ ไม่ว่าเอกสารใบนั้นจะเขียนด้วยลายมือ พิมพ์จากเลเซอร์พริ้นท์ หรือถ่ายเอกสารมา
เอกสารใบนั้นก็จะมีสถานภาพเป็นต้นฉบับทันที อ้อ! ถ้าจะให้ดี เซ็นต์ชื่อกำกับด้วย...

อีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจสำหรับเรื่องนี้ก็คือ ‘การปกป้องการลอกเลียนของผู้ละเมิดลิขสิทธิ์’
หลายคนคงรู้จักค่ายซีดีเพลง mp3 เถื่อน ที่ทรงอิทธิพลต่อวงการเพลงในตลาดมืด ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่มืดแถมติดแอร์ด้วย
“แวมไพร์ เรคคอร์ด” คือแบรนด์แผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่รู้จักกันอย่างดี ในที่นี้ขอกล่าวข้ามความไม่เหมาะสมและจริยธรรมในการละเมิดลิขสิทธิ์
แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปฏิกิริยาที่น่าขันของผู้ที่หาประโยชน์จากการละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ การทำสำเนานั่นเอง ปฏิกิริยาดังกล่าวนั้นคือ การกลัวการถูกเลียนแบบ
กล่าวคือ ผู้ลอกสำเนาจากต้นฉบับอื่นมา ไม่ต้องการให้ผู้อื่นมาลอกเลียนหรือทำสำเนาจากสำเนาของตน ในกรณีอาจคิดไปได้ว่า แวมไพร์ เรคคอร์ดนั้น
คิดว่าสำเนาของตนเองนั้นได้กลายเป็นต้นฉบับแห่งวงการซีดีเถื่อน และไม่อยากให้ใครมาลอกเลียนความเป็นต้นฉบับแห่งการลอกเลียนนี้
ดังนั้นจะเห็นว่าสิ่งที่แวมไพร์เห็นว่าเป็นต้นฉบับนั้นหาใช่เป็นผลงานดนตรีที่บรรจุในแผ่นซีดี แต่เป็นรูปแบบการลอกเลียนต่างหากที่ถือว่าเป็นต้นแบบ
โดยเฉพาะความพยายามให้เห็นถึงคุณภาพของการลอกเลียน (ซึ่งอาจจะอ้างว่าไม่พบในซีดีเถื่อนยี่ห้ออื่น) เช่น การใส่ข้อความเตือนลงบนปกซีดีว่า
‘ระวัง! ถ้าไม่ใช่‘แผ่นปั๊ม’โปรดเรียกเงินคืนจากผู้ขาย’ หรือ ‘ของแท้ต้องมี Vampired records บนแผ่น’
การวางมาตรฐานอีกชุดในตลาดละเมิดลิขสิทธิ์ ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ประเด็นที่กล่าวกันมาดูเลื่อนไหลและทับซ้อน
จนทำให้คำสองคำนี้ดูจะมีความหมายในตัวของมันเองลดน้อยถอยลง

ทำให้นึกถึงการบรรยายครั้งหนึ่งของ ดร. สายันต์ แดงกลม ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ใจความว่า Original อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวตั้งแต่โลกถือกำเนิดมา ‘นั่นก็คือตอนที่พระเจ้าสร้างโลกนั่นเอง’

อ่านยาก ภาพเกิด


ผมเคยได้อ่านข้อมูลอ้างอิงจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่ว่า ในการอ่านคำๆ หนึ่ง
อาจไม่สำคัญว่าลำดับของตัวอักษรในคำๆ นั้นจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญอยู่ที่อักษรตัวแรกและตัวสุดท้ายที่ต้องอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
ทำให้เรายังสามารถอ่านและเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้รับรู้ทุกตัวอักษร แต่เรารับรู้จากภาพรวมของคำ
เช่น ‘Legibility Raserch at Cmabrigde Uinervtisy’ ก็ยังสามารถอ่านเข้าใจได้ เรียกง่ายๆ ว่าเราอาจจะจำรูปทางกายภาพของคำๆ หนึ่ง
แล้วเชื่อมโยงไปสู่ความหมายของคำๆ นั้น โดยยิ่งเมื่อเกิดความคุ้นเคยในการอ่านมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องสังเกตรายละเอียดหรือลำดับของตัวอักษรทุกตัว
ก็สามารถรับรู้ถึงคำๆ นั้นได้ ส่วนเรื่องตัวอักษรตัวแรกและตัวสุดท้ายนั้น อาจจะต้องอ่านวิจัยนั้นอย่างละเอียดจึงพอจะให้ความคิดเห็นได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราจะเอาข้อสังเกตนี้มาวิเคราะห์กับภาษาไทยด้วย นั่นก็ต้องคิดเยอะทีเดียว...
ถ้าจะใช้แนวคิดจากงานวิจัยที่อ้างตอนต้นเราก็จะสร้างข้อความงงๆ ได้ว่า ‘กณุรา ดง สูบุบรี่’
ถ้าไม่เว้นวรรค ‘กณุราดงสูบุบรี่’ ก็จะยิ่งงงหนักเข้าไปอีก... แต่อ่านอีกทีก็พอได้นะ

แต่ประเด็นที่ผมจะพูดต่อจากนี้คือเรื่องความคุ้นเคยในการรับรู้หรือในที่นี้ก็คือ ‘การอ่าน’ ที่สืบเนื่องมาจากหัวข้อในการออกแบบของนักศึกษา
พูดให้ง่ายก็คืองานชุดนี้พยายามจะเปลี่ยนปฏิกิริยาแรกของคนที่มีต่อคำหรือประโยค จาก ‘การอ่าน’ ให้เป็น ‘การมอง’
เมื่อสิ่งที่คนเรามองเห็นไม่สร้างสภาวะคุ้นชินให้กับสมองว่าสิ่งนั้นคือภาษา การตอบสนองของเราอาจเปลี่ยนเป็นการมองมากกว่าการอ่าน
เปลี่ยนสภาวะจากตัวอักษรหรือคำไปเป็นภาพ สิ่งที่ผมสนใจไปกว่านั้นก็คือเมื่อเรามองไปซักพักกลับพบว่าสิ่งที่เรามองอยู่นั้น ‘อ่านได้’
ภาพที่เราเห็นกลับกลายเป็นข้อความที่เราเข้าใจได้ ความสามารถของกราฟิก ดีไซน์ ที่สามารถชะลอการรับรู้เชิงความหมาย เพื่อให้การรับรู้เชิงรูปแบบ
นั้นได้มีโอกาสเผยตัวสู่ผู้พบเห็น ซึ่งจำเป็นต้องจัดการกับความเคยชินต่อภาษาของผู้คนที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงความงามทางรูปแบบ

หลายครั้งที่ผู้คนเข้าใจว่าการออกแบบเชิงตัวอักษร (Typography) นั้นเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองการอ่านเท่านั้น
แต่ก็หลายต่อหลายครั้ง...ที่นักออกแบบพยายามนำเสนอผลงานออกแบบเชิงตัวอักษรที่ก้าวผ่านประเด็นการสื่อสารทางภาษาเขียน
กล่าวคือไม่ได้คาดหวังจะใช้ศักยภาพของคำหรือภาษาอย่างเดียว (ซึ่งสามารถสื่อสารได้โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม)
แต่ยังมองว่าตัวอักษร(ซึ่งเป็นผลผลิตการออกแบบอยู่แล้ว)ยังสามารถถูกจัดการเพื่อสื่อสารเชิงรูปแบบหรือความงาม
รวมไปถึงความสามารถในการสื่อสารเชิงอารมณ์และบริบทของการสื่อสารนั้นๆ อีกด้วย

ดังนั้นการบริหารจัดการเรื่อง ‘Ligebility’ ในงานออกแบบเชิงตัวอักษร จึงเป็นเหมือนการจัดการสัดส่วนในการสื่อสารของงาน
ระหว่างการสื่อความหมายเชิงภาษา สำนวน และอารมณ์ความรู้สึก ว่าในงานออกแบบชิ้นนั้นๆ ต้องการให้มีผลผลิตอย่างไร
สำหรับผลงานออกแบบชุดนี้ ใช้ข้อความที่เป็นคำเตือนหรือข้อห้ามสาธารณะมาใช้ การลดทอนรายละเอียดของตัวอักษรภาษาไทยให้มีความเป็นรูปทรงเรขาคณิต
อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการที่จะสร้างสิ่งเชื่อมโยงการรับรู้จากคำไปสู่ภาพได้โดยไม่ยากนัก รวมไปถึงการจัดองค์ประกอบที่ไม่ได้เป็นไปตามครรลองแบบการอ่าน
ทำให้ผลงานชุดนี้ประสบความสำเร็จในแง่การหันเหความสนใจของผู้ดูได้
แต่ทั้งนี้ยังมีคำถามให้ขบคิดต่อได้อีกว่า เมื่อสามารถเบี่ยงเบนความสนใจจาก ‘ใจความ’ ไปสู่ ‘รูปแบบ’ ได้แล้ว
รูปแบบนั้นให้สิ่งที่มีคุณภาพทัดเทียมและชดเชยกับความฉงนที่ตัวงานได้ให้ไว้หรือไม่?
และเมื่อนักออกแบบต้องการให้ผู้ดูกลับมา ‘อ่าน’ หลังจากได้รับสารเชิงรูปแบบแล้ว ผู้อ่านจะยังจะรับใจความนั้นได้หรือไม่?
นั่นเป็นสิ่งที่ต้องการเวลาต่อไปให้กับการเริ่มต้นนี้...

ระหว่างการเตือนหรือห้ามด้วยความงามและความปราณีต กับ การขู่กรรโชกโฮกฮาก เราจะให้ความร่วมมือกับใคร?
นึกต่อว่า... ถ้าเราติดตั้งงานชุดนี้บนผนังของโถงชั้นล่างของอาคารเรียนที่นักศึกษายังนิยมสูบบุหรี่ทั้งๆ ที่มีป้ายห้ามสูบบุหรี่ติดอยู่
เราจะได้รับความร่วมมือหรือเปล่า?

ผมเดาต่ออีกว่า... ยังไงก็ยังมีคนสูบบุหรี่ใต้ตึกอยู่ดี เพราะคนบางคน พูดจาดีๆ ก็ฟังไม่รู้เรื่อง...

(จริงๆ ที่เตรียมจะเขียนมีอีกหลายโครงการ แต่ช่วงนี้ขอพักไปทำงานก่อนครับ...)







| Gra+Fiction News 5 / September 08 : “Same Place While the Clock's Hands Pace” |



นิทรรศการล่าสุดของ ยุรี เกนสาคู จิตรกรสาวร่วมสมัยที่น่าสนใจคนหนึ่ง
ที่ชื่อ “ที่เก่าเวลาเดิน ตอน: บ้านเก่า”
เป็นผลงาน Painting Installation ที่ศิลปินพาย้อนไปสู่ความทรงจำมากมายเกี่ยวกับบ้าน
ผ่านวัตถุสิ่งของหลายต่อหลายอย่างที่เป็นร่องรอยของความทรงจำ

นิทรรศการของสาวน้อยจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 25 กย. ถึง 25 ตค. 2551
(อังคาร ถึง เสาร์ บ่ายโมงถึงหนึ่งทุ่ม)
ณ Ver Gallery (คลองสานพลาซ่า ถนนเจริญนคร)

ติดต่อสอบถามได้ที่ 02 861 0933

September 15, 2008

| Environment Friendly Kitsch : Yes, I am not!! |

(บทความนี้อุทิศให้ นศ.วิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ 5 ที่สัญญาว่าจะนำเสนอความคิดจากอาจารย์ผู้สอนด้วย)
โดย สันติ ลอรัชวี

ประเด็นเรื่องความห่วงใยสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคม และถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันในวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่ในวงการออกแบบทุกแขนง
แต่ก็ดูเหมือนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ กลับทวีความรุนแรงพอๆ กับอัตราการเพิ่มของกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ ในทุกมุมโลก
ปัจจุบันกระแสโลกร้อนก็ขยายวงกว้างขึ้นไม่แพ้อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของโลกใบนี้ ซึ่งไม่ต่างจากกระแสอื่นๆ ที่สามารถนำไปทำมาค้าขายได้
จนเกิดกระแส “Global Warming Marketing” ที่เป็นศัพท์ใหม่ในหมู่นักการตลาด

นักออกแบบกราฟิกเอง ก็เป็นอีกวิชาชีพหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการมีส่วนร่วมกับปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม
การที่นักออกแบบมีอิทธิพลในการกำหนดรูปแบบของงาน ไม่ว่าจะเป็นวัสดุรวมไปถึงเทคนิคการผลิต ล้วนแล้วแต่มีผลต่อปัจจัยการใช้ทรัพยากร
และการย่อยสลายทั้งสิ้น หันมามองนักออกแบบสายสื่อสารกันบ้าง ก็มีส่วนไม่น้อยในการสร้างผลงานของตนเพื่อการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคจนเกินจำเป็น
สามารถสร้างเหตุผลสีเขียวในการบริโภคให้กับผู้คนในสังคมได้อย่างแนบเนียน ดังจะเห็นได้จากยอดขายในอีเบย์ของกระเป๋า
‘I’m not a plastic bag’ ที่ออกแบบโดยนักออกแบบชาวอังกฤษ Anya Hindmarch หรือแม้แต่กระเป๋าผ้าดิบที่แจกและขายกันอย่างครึกโครม
โดยห้างร้านและหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นเหตุทำให้เกิดการเฟ้อของจำนวนกระเป๋าโลกร้อนในแต่ละครัวเรือน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า
กระแสโลกร้อนได้ผสานเข้ากับวัฒนธรรมการบริโภคอย่างแนบแน่น โดยมีนักออกแบบเป็นผู้เชื่อมความสัมพันธ์ ทำให้เกิดสภาพการณ์ที่ขัดแย้งกัน
ระหว่างเป้าหมายของพฤติกรรมกับรูปแบบของพฤติกรรม ยังรวมถึงผลกระทบของพฤติกรรมนั้นด้วย



จากข้อสังเกตดังกล่าว นำมาสู่การตั้งคำถามไปยังที่งานออกแบบ นักออกแบบ รวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่บริโภคหรือเสพงานออกแบบ
ว่าคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้งานออกแบบเชิงอนุรักษ์เป็นเครื่องอำพรางพฤติกรรมส่วนตัวที่สวนทางกับแนวทางรณรงค์หรือไม่
หรืองานออกแบบสื่อสารได้แสดงอำนาจของมันให้ผู้คนหลงเชื่อว่าการได้ครอบครองงานออกแบบเชิงอนุรักษ์นั้น เสมือนราวกับการได้มีจิตสำนึก
และพฤติกรรมเชิงอนุรักษ์อย่างเบ็ดเสร็จแล้วเช่นกัน ขณะที่นักออกแบบสื่อสารจำนวนหนึ่งพยายามสร้างเครื่องมือสื่อสารเชิงสัญลักษณ์
(จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ดูเหมือนจะได้การตอบรับอย่างดีจากผู้คนที่กำลังแสวงหาช่องทางลัดเชิงพฤติกรรมหรือการแสดงตัวตนเชิงอนุรักษ์
โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเดิมของตนมากนัก โดยหวังว่าปัญหาต่างๆ กำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากการสนับสนุน(เครื่องมือ)
การสื่อสาร โดยที่เป็นการขยายผลทางการสื่อสารแต่ไม่ได้เป็นการขยายผลทางพฤติกรรม เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายและดูดีกว่าถ้าผลักภาระ
ให้ผู้อื่นเป็น“ผู้ปฏิบัติ” โดยกำหนดบทบาทในฐานะ“ผู้ส่งสาร”ให้กับตนเอง


^ แม้แต่สตูดิโอของผู้เขียนเองก็มีส่วนในกระแส Global Warming Marketing :P

พอกล่าวถึงบทบาทของ“ผู้ส่งสาร” ก็ต้องยอมรับว่าเป็นบทบาทที่มีเสน่ห์และน่าแสดงอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากดูเหมือนจะสะดวกสบายกว่าแล้ว
ยังสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ผูกกับการบริโภคในปัจจุบันอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้ส่งสารเองก็ได้รับผลลัพธ์เชิงภาพลักษณ์อย่างเด่นชัด ซึ่งแตกต่างจาก
บทบาทของ “ผู้ปฏิบัติ” ที่ต้องปรับตัวมากกว่าโดยที่อาจไม่มีใครรับรู้และชื่นชมกับการกระทำนั้น
หลายคนคงเคยได้รับ Forward Mail เกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือของผู้ป่วยขั้นรุนแรง สิ่งหนึ่งที่เห็นตามมาก็คือที่อยู่อีเมล์จำนวนมหาศาล
ของผู้ที่เคยได้รับเมล์ฉบับนี้ นั่นคือตัวอย่างของพฤติกรรมการส่งผ่าน(รวมไปถึงความรับผิดชอบที่จะช่วยเหลือ) อาจคิดกับเรื่องนี้ได้หลายแบบ
เช่น ไม่สามารถช่วยเหลือได้จึงส่งผ่านไปยังผู้อื่นเพื่อให้เกิดการช่วยเหลือ (ต้องการเลือดกรุ๊ปโอ แต่ไม่ใช่กรุ๊ปเดียวกัน) หรือ
คิดว่าการส่งผ่าน(อย่างลวกๆ)ไปยังผู้อื่น =(เท่ากับ) การช่วยเหลือ โดยที่ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าสามารถช่วยได้หรือไม่ ควรช่วยหรือไม่
ได้รับความช่วยเหลือไปแล้วหรือยัง ความคิดเช่นนี้สะท้อนได้จากการที่ไม่มีใครในลูกโซ่ลบอีเมล์แอดเดรสที่ยาวเหยียดและเป็นอุปสรรค
ต่อการรับข้อมูลจริงๆ บางเมล์มีการตั้งชื่อเมล์ต่อออกไปเพื่อกำกับพฤติกรรมต่อเนื่องและแสดงถึงคุณค่าบางอย่างที่ได้ส่งต่อ
เช่น ถ้าไม่ส่งต่อก็ไม่ใช่คนแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณค่าบางอย่างที่ใช้อ้างอิงของการส่งต่อนั้นคือ “มนุษยธรรม” และมองว่าการไม่ส่งต่อ
เป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรม ทำให้นึกถึงพฤติกรรมแบบ Kitsch ที่คุณมุกหอม วงษ์เทศ เคยกล่าวถึงในหนังสือ“พรมแดนทดลอง” ว่า
“Kitsch คือการเชิญชวนชักนำเข้าไปสู่มิติของอารมณ์ความรู้สึกที่ดูเหมือนจะลึกซึ้งสูงส่งด้วยวิธีแบบลัดตื้นสะดวกง่าย หรือการแต่งแต้มสร้างโลก
ที่ชวนให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นอย่างจริงแท้”
อาจเรียกได้ว่าเป็นทัศนคติการมองโลกแบบ “Environment Friendly Kitsch” สภาวะแบบนี้ใช่ว่าจะเกิดกับ
ผู้คนโดยทั่วไปเท่านั้น แม้แต่นักออกแบบสื่อสารเองก็ดูเหมือนจะหลงระเริงกับบทบาทนี้เช่นกัน เพราะด้วยหน้าที่ทางวิชาชีพจะเป็นเหตุผลที่ดีใน
การแสดงบท “ผู้ส่งสาร” แล้ว การรับบทเป็นผู้ประพันธ์ด้วยก็ดูเหมือนจะทำให้ภารกิจนี้มีความท้าทายและมีอำนาจในการประกอบความหมายได้อีก
การควบบทบาทของนักออกแบบสื่อสารนั้นไม่เพียงทำให้บทของการเป็น “ผู้ปฏิบัติ” นั้นดูจะถูกให้ความสำคัญน้อยลง แต่ยังทวีความสูงส่งของสถานะ
การส่งสารที่มีรสนิยมและชวนให้หลงใหลกับสถานภาพนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจจะกล่าวโทษใครซักคนไม่ได้เลยว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงมัวแต่มา
ลุ่มหลงกับผลผลิตของการรณรงค์เชิงสิ่งแวดล้อมมากกว่าเจตจำนงค์ที่แท้จริงของการรณรงค์ (แม้ว่าเจตจำนงค์นั้นจะเป็นเจตจำนงค์เชิงพาณิชย์ก็ตาม)
เพราะในเมื่อเปลือกหุ้มที่นักออกแบบทำให้ดูฉูดฉาดงดงามเกินกว่าผู้คนจะกล้าปอกเปลือกมัน

ขอยกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้้เห็นถึงการทับซ้อนและขัดแย้งของชุดความคิดและเจตจำนงค์ในการสื่อสาร ได้แก่ การแสดงนิทรรศการออกแบบของนักออกแบบคนหนึ่งที่จัดแสดงที่ในศูนย์การค้า
โดยถูกประชาสัมพันธ์ภายใต้โครงการที่เป็นประเด็นการนำเสนอภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลงานของนักออกแบบถูกเลือกให้มาปรากฏในพื้นที่ทางการค้าด้วยเหตุผล
ที่นักออกแบบใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เก่ามาเป็นวัสดุหลักในการสร้างงาน แม้ว่ากระดาษหนังสือพิมพ์เก่าจะเป็นตัวเชื่อมโยงเข้าสู่ประเด็นสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี
แต่ตัวผลงานดั้งเดิมเองอาจไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับประเด็นเชิงอนุรักษ์เลย ในแง่ของกระบวนการสื่อสาร ปรากฏการณ์นี้อาจให้มิติของเรื่องราวที่หลากหลายและซ้อนทับกันอย่างน่าสนใจ
ด้านศูนย์การค้าที่สนันสนุนพื้นที่จัดแสดงได้นำเสนอภาพลักษณ์(ต่อเนื่อง) ผ่านนิทรรศการงานออกแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงเนื้อหาทางสิ่งแวดล้อม (โดยวัดจากวัสดุที่ใช้)
สามารถประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อสารมวลชนจนทำให้ภาพรวมของนิทรรศการเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม

ส่วนนักออกแบบเลือกที่จะสร้างผลงานผ่านรูปทรงแผนที่ด้วยเจตจำนงค์ของตนเอง โดยไม่ได้มุ่งเน้นไปที่กรอบเชิงอนุรักษ์
แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความคลุมเครือและความเป็นสาธารณะในการนำเสนอเนื้อหาด้วยรูปสัญญะ(แผนที่)ที่คุ้นชินต่อผู้คนทั้งหลาย
และกำกับเงื่อนไขการมองผลงานในระยะต่างๆ เพื่อความสอดรับกับพื้นที่ที่จัดแสดง ถ้าพิจารณาผ่านเนื้อหาที่ผ่านการประชาสัมพันธ์ก็จะพบว่า
สาระสำคัญในผลงานนั้นเป็นประเด็นเกี่ยวกับการสื่อสารการรับสาร (ซึ่งเป็นประเด็นของนิทรรศการที่แสดงใน Art Gallery ก่อนหน้านี้) และเป็นเรื่อง
ภาษาทางศิลปะและการออกแบบเป็นสำคัญ มากกว่าการรณรงค์สิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายถ้าคนจะเข้าใจเนื้อหาของผลงานเป็นเรื่องสีเขียวอย่างเดียว
นักออกแบบเองก็ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ เพราะนักออกแบบเองก็พยายามสร้างช่องทางการตีความให้มีทางเดิน(ที่กว้างด้วย)ไปสู่ประเด็นเชิงสิ่งแวดล้อม
สำหรับผู้ชมผลงานน่าจะได้รับบางสิ่งที่แตกต่างกันจากตัวผลงาน อันเนื่องมาจากเจตจำนงค์ที่แตกต่างกันระหว่างนักออกแบบกับศูนย์การค้า
ดังนั้นข้อมูลที่ผู้ชมได้รับนั้นค่อนข้างจะมีผลกับการรับรู้ต่อตัวงาน กรณีผู้ชมที่เคยชมนิทรรศการก่อนหน้าของคนออกแบบ ก็อาจจะเชื่อมโยงไปสู่เจตจำนงค์
ของนักออกแบบได้ไม่ยากนัก เช่นเดียวกันกับผู้ชมที่ได้รับข้อมูลประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการเชิงรณรงค์ ก็ย่อมจะตีความไปในทางเดียวกัน
แต่สำหรับผู้ชมที่เป็นผู้ที่ผ่านไปมาแล้วก็ชมนิทรรศการจากมุมมองที่ต่างกันก็จะเป็นอิสระจากการกำกับของข้อมูล
นั่นก็ทำให้การรับรู้แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงการรับรู้นั้นคือความไม่เข้าใจ...

สำหรับใครบางคนอาจคิดไปว่า ผลงาน Paper Installation ที่ทำมาจากกระดาษหนังสือพิมพ์เก่านั้น น่าจะปล่อยให้มันอยู่ในวิถีของกระบวนการย่อยสลายกระดาษเก่า
ยังจะมีประโยชน์กว่าการเสแสร้งปรุงแต่งให้มันเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ไร้ประสิทธิภาพ หากเพียงแต่ใครคนนั้นเป็นเจ้าของผลงานที่ถอดวางบทบาท “ผู้ส่งสาร”
แล้วหันกลับไปพิจารณาความเป็นมาของปรากฏการณ์หนึ่งๆ
ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ขับเคลื่อนให้สิ่งเสมือนหรือภาพเทียมของความห่วงใยสิ่งแวดล้อม นั้นมีอารมณ์ความรู้สึกที่ดูลึกซึ้งและชวนให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริง...
มันอาจจะใช่ / อาจจะไม่ใช่ / ไม่อาจจะใช่ / ไม่...อาจจะใช่

ถึงแม้จะมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีสิ่งใดไม่สื่อสาร” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “เราจะไม่สามารถไม่ส่งสาร”
เพราะมันไม่ได้มีความหมายว่าใครจะได้รับสารหรือไม่ ใครจะได้รับสารอย่างไร แต่มันสำคัญอยู่ที่“การไม่ส่งผ่านสาร”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า“สาร”นั้นหมายถึงบทบาทเชิงบุคคล ที่หลายครั้งผู้คนอาจละเลยว่าจะปฏิบัติต่อบทบาทนั้นอย่างไร
แต่กลับไปพยายามแสวงหาว่าจะนำเสนอบทบาทนั้นอย่างไร บางทีด้วยเหตุนี้อาจทำให้เงื่อนไขของการส่งผ่านสารเกิดขึ้น
“ผู้ส่งผ่านสาร” จึงดูเหมือนจะมีมากกว่า “ผู้ตอบสนองสาร”

| ข้อเขียนที่เขียนถึงข้อเขียน |

ไปพบข้อเขียนที่พูดถึงบทความที่เคยเขียนลงใน aday weekly ฉบับแรกโดยบังเอิญ
รู้สึกประทับใจที่ข้อเขียนของตัวเองนั้น พอจะมีคนชอบบ้างและคิดต่อ ขอบคุณครับ

ศิลปะ…ไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์
สิงหาคม 17, 2008 by janghuman

อ่านบทความของ คุณสันติ ลอรัชวี* กราฟฟิกดีไซน์คนหนึ่ง เขียนลงไว้ใน a day weekly ฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อปี ๒๕๔๗ เล่าถึงหลานสาวของคุณสันติ
ชื่อน้องเตย ที่ชอบวาดรูปตามประสาเด็กๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งน้องเตยก็มาบ่นให้คุณสันติฟังว่า “เตยไม่ชอบวาดรูปแล้วล่ะ” … คุณสันติได้ให้มุมมองที่น่าสนใจไว้ว่า

“…ในที่สุดผมก็ถึงบางอ้อจนได้ว่าที่น้องเตยไม่อยากวาดรูป (ไม่ใช่ไม่ชอบ) ก็เพราะตั้งแต่ขึ้น ป.๖ มา เธอได้คะแนนไม่ค่อยดีในวิชาศิลปะ วิชาที่เธอเคยทำได้ดีมาตลอด
ผลงานที่ส่งอาจารย์แต่ละชิ้นได้ผลการตัดสินที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอคงวาดรูปไม่เก่ง มีเพื่อนที่ทำได้ดีกว่าเธอหลายคน วิชาศิลปะยากและไม่สนุกซะแล้ว
จนในที่สุดการวาดรูปกับน้องเตยก็เป็นเหมือนวิชาคณิตศาสตร์กับเด็กอีกหลายคน…

ในความเห็นของผมการวัดผลในวิชาศิลปะระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะการให้คะแนนของผลงานควรคำนึงถึงการมีส่วนร่วมในการทำงานศิลปะของเด็กมากกว่าจะคอยใส่ตัวเลขว่า
เธอวาดสวย (ในสายตาใคร?) เอาไป ๑๐ คะแนน เธอวาดพอใช้ (ในสายตาใคร?) เอาไป ๗ คะแนน เธอวาดไม่สวย (ในสายตาใคร?) เอาไป ๔ คะแนน ผลสุดท้ายอาจจะเป็น
กระบวนการหนึ่งที่กีดกันให้ศิลปะกลานเป็นของคนกลุ่มเล็กๆ และคนอื่นๆ ก็จะรู้สึกไม่อยากเกี่ยวข้อง ไม่อยากสนใจ เพราะเคยถูกตัดสินมาแล้ว คุณทำได้ไม่ดี คุณไม่เก่ง
จนในที่สุดก็คือ คุณไม่เกี่ยว…”


เมื่อสมัยเด็กๆ ข้าพเจ้าจำได้ว่าทำคะแนนในวิชาศิลปะได้ดีเป็นพิเศษ คงเพราะเป็นวิชาที่ไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมาก สามารถบรรเลงสีสันได้อย่างตามใจนึกตามแต่หัวข้อที่อาจารย์
กำหนดให้ วิชาศิลปะในแต่ละระดับชั้นมีการเรียนการสอนที่แตกต่างกันไป เมื่อประถมข้าพเจ้าจำได้ว่าแทบจะไม่มีการสอนเรื่องของทฤษฎีใดๆ ทั้งสิ้น วิชาศิลปะในแต่ละสัปดาห์
อาจารย์จะบอกล่วงหน้าว่าอาทิตย์นี้จะใช้สีอะไรในชั่วโมงเรียน ซึ่งก็ไม่พ้นจำพวกสีไม้ สีชอล์ก หรือสีน้ำ อาจารย์จะกำหนดหัวข้ออย่างคร่าวๆ ที่เหลือก็ให้นักเรียนบรรเลงเอง
ตามแต่จะนึก ขั้นตอนการเรียนเป็นเช่นนี้มาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่ขัดใจข้าพเจ้ามาตลอดคือการให้คะแนนของอาจารย์ ข้าพเจ้านึกสงสัยตั้งแต่เมื่อครั้งนั้นว่า
ทำไมข้าพเจ้าได้คะแนนต่างจากครั้งที่แล้ว ทำไมข้าพเจ้าได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อน หรือทำไมงานของเพื่อนถึงได้คะแนนสูงนักทั้งที่ไม่เห็นจะสวยเท่าไหร่เลย ฯลฯ
เหล่านี้คาใจข้าพเจ้ามาตลอด แม้เมื่อเริ่มร่ำเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีศิลปะแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังไม่เข้าใจว่าทฤษฎีเหล่านี้มันกลั่นกรองออกมาเป็นตัวเลขได้จริงล่ะหรือ
มีอาจารย์ด้านศิลปะท่าหนึ่งเคยให้ทัศนะไว้ว่าการเป็นกรรมการตัดสินผลงานศิลปะนั้นเป็นเรื่องที่น่าหนักใจที่สุด เชื่อเถอะว่าไม่ว่าใครๆ ต่างก็ต้องมองว่าผลงานของตนนั้นดีเยี่ยม
สมบูรณ์อย่างที่สุดแล้ว แต่เมื่อถูกตัดสินให้แพ้ใครอีกคน คงยากจะทำใจยอมรับ ศิลปะไม่ใช่คณิตศาสตร์ ไม่สามารถเทียบบัญญัติไตรยางค์ได้ ไม่มีสูตรตายตัว
ไม่มีทฤษฎีศิลปะใดที่แน่นอน เราเชื่อได้ไหมว่าการตัดสินงานศิลปะนั้นมีเรื่องของทัศนคติส่วนตัว ความนิยมส่วนตัว มาเกี่ยวข้องด้วย
ถ้าคุณนิยมศิลปะไทย แต่ต้องให้คะแนนผลงานศิลปะร่วมสมัย คุณก็คงอดไม่ได้ที่จะพิจารณาว่าผลงานชิ้นไหนมันแทรกศิลปะแบบไทยๆ ที่คุณชอบเอาไว้บ้าง
หรือถ้าคุณเป็นศิลปินหัวทันสมัยแล้วต้องไปให้คะแนนศิลปะระดับเยาวชน คุณก็จะให้คะแนนผลงานที่แสดงความเป็น Modern มากหน่อย เพราะคุณจะรู้สึกว่าผลงานนี้มันสะดุดใจคุณ
เรื่องของศิลปะไม่น่าจะมีการให้คะแนนเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างที่คุณสันติว่าไว้ หากเด็กรู้สึกว่าเขาทำคะแนนได้ไม่ดี เขาก็จะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเขา พาลจะเบื่อหน่าย
และรังเกียจ แต่ถ้ามองในสายตาของครูผู้สอน เขาคงจะถามว่าแล้วจะให้ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินคะแนนแก่เด็กล่ะ คำตอบของข้าพเจ้าก็คือ ไม่มี ไม่ต้องมีคะแนน
วิชาศิลปะไม่มีตก ไม่มีไม่ผ่าน ควรเป็นวิชาบังคับที่ให้นักเรียนผ่านทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องสอบด้วยซ้ำ

จำได้แม่นว่าครั้งหนึ่งข้าพเจ้าส่งงานศิลปะชิ้นหนึ่งแล้วถูกตีกลับมาโดยอาจารย์โน้ตไว้ว่า ไม่สามารถให้คะแนนงานที่ยังไม่เสร็จได้ ข้าพเจ้าหัวเสียมาก เพราะอาจารย์ให้หัวข้อไว้ว่า
ให้ใช้เทคนิคอิสระ งานชิ้นนั้นข้าพเจ้าใช้หมึกดำเขียนเป็นลายเส้น ข้าพเจ้าพอใจผลงานชิ้นนี้มากแต่อาจารย์กลับบอกว่ามันเป็นงานที่คุณขีดๆ มาส่งเท่านั้น เอาไปลงสีให้เรียบร้อย …
ถ้าเป็นตอนนี้คงได้มีเรื่องเถียงกันไม่จบแน่ แต่ในตอนนั้นข้าพเจ้าทำงานชิ้นใหม่ไปส่งอย่างเสียไม่ได้

“… พ่อแม่ของน้องเตยเคยเปรยกับผมถึงการจะให้น้องเตยได้ไปเรียนศิลปะตามสถาบันศิลปะเด็กต่างๆ ที่เปิดกันเต็มบ้านเต็มมเอง
แต่ผมกลับเห็นว่าถ้าจะสนับสนุนหรือส่งเสริมเด็ก สิ่งสำคัญเห็นจะเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างศิลปะกับเด็ก มากกว่าจะเป็นกติกาหรือกิจวัตรที่ทุกเสาร์หรืออาทิตย์ ๙ โมงเช้าถึงเที่ยง
เด็กต้องไปเรียนเปียโน บ่ายโมงถึง ๕ โมงเย็น ต่อด้วยเรียนวาดรูป จนบางคนกลายเป็นเครื่องมือให้พ่อแม่ไปอวดบารมีกัน…”

เห็นด้วยกับคุณสันติเลยครับ ไม่รุ้ว่าบรรดาพ่อๆ แม่ๆ ที่ชอบส่งลูกไปเรียนพิเศษ เคยถามลูกไหมว่าลูกอยากไปเรียนหรือไม่ ยิ่งเรื่องของศิลปะ มันไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับด้วยเวลากันได้
เอ้า ๑๐ โมงต้องวาดรูป แล้วถ้าไอ้ตอน ๑๐ โมง เด็กเขาไม่อยากวาดรูปล่ะ ที่ลูกๆ ไปเรียนพิเศษกันโครมๆ ข้าพเจ้าว่าเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้ปกครองเสียมากกว่า
แม้จะประสงค์ด็ก็เถอะแต่น่าจะเข้าใจจิตใจเด็กๆ ด้วย

September 11, 2008

| Gra+Fiction News 4 / September 08 : “Unsung Voice” |



กิจกรรมทางสาขาออกแบบโดยนักศึกษาปริญญาโท คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ที่ชื่อ Design Decode II : Unsung Voice อาจไม่มีใครเห็น แต่มีคนรู้
ที่ชักชวนผู้คนในวงการออกแบบมาร่วมเสวนา เพื่อสะท้อนประสบการณ์ในวิชาชีพที่เชื่อมโยงกับมิติทางสังคมและวัฒนธรรม
รวมถึงเปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้แสดงผลงานเชิงสังคม
โดยมีผู้เข้าร่วมสรวลเสวนา คือ ประชา สุวีรานนท์ / สันติ ลอรัชวี / มานิต ศรีวานิชภูมิ / ประธาน ธีระธาดา และ กลุ่มสถาปนิกชุมชน Case Studio

ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC
วันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2551 เวลา 13.00-17.00 น.

สำรองที่นั่ง โทร. 087 321 7684 / 087 331 9036
www.designdecode.net

| ภาพเก็บตก จากนิทรรศการ Yes We are Not |

ภาพเพิ่มเติมจากนิทรรศการ ถ่ายภาพโดย หมูใหญ่
ขอขอบคุณมากๆ ณ โอกาสนี้อีกครั้ง



^ จุดชมนิทรรศการ กระจายตามชั้นต่างๆ ของสยามดิสคัพเวอรี่





^ คุณอิเคดะ / คุณฤทธิ์ และคุณเขียน จาก Sfree :)


^ อ.นิพันธ์ / อ.กมล / อ.ธเนศ 3 ศิลปินให้เกียรติมาชมงาน :)


^ สองสาวนี่หน้าตาคุ้นๆ แฮะ

August 27, 2008

| Yes, We are Not : Aug 23-31, 08 at Siam Discovery |



มุมมองจากระยะและตำแหน่งต่างๆ ของผลงาน:


^มีการกำหนดจุดชมนิทรรศการจากหลายมุมมองในชั้นที่ 2,3 และ 4 ของห้างสยามดิสคัพเวอรี่






นอกเหนือจากผลงานที่แสดงอยู่ตรงโถงแกรนด์ ฮอลล์ แล้ว ยังมีงานจัดวางก้อนกระดาษหนังสือพิมพ์กว่า 2,500 ก้อน
เป็นคำว่า ECO PROJECTS ที่ทางเดินของห้างอีกด้วย เป็นผลงานการออกแบบของเบล และนัท จาก Practical Studio
โดยมีนักศึกษาจากภาคนิเทศศิลป์ ม.กรุงเทพ มาช่วยในการจัดวาง ต้องขอขอบคุณจริงๆ เพราะต้องทำกันจนถึงเช้าเลย


ขอขอบคุณ:
สยามดิสตัพเวอรี่
หนังสือพิมพ์เครือเนชั่น สำหรับกระดาษหนังสือพิมพ์ 3 พันกิโลกรัม
น้องเบล และ น้องนัท จาก Practical Studio ทั้งแรงสมองและแรงกายที่ช่วยเหลือมาตลอด
ทีมงานติดตั้ง SuperNormal ที่ปฏิบัติภารกิจข้ามคืนอย่างเรียบร้อย
ลูกศิษย์ที่มีน้ำใจมากๆ จากวิชา Communication Design - เติร์ก, โม่, โอ, ณัฐ, เนต, เบิร์ด, ไมค์, หมูใหญ่, หมูเล็ก, นา, แชมป์

July 31, 2008

| Gra+Fiction News 3 / August 08 : “Yes, We are Not” |


นิทรรศการ “Yes We are Not”
โดย สันติ ลอรัชวี
จัดแสดง ณ แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น 1 สยาม ดิสคัพเวอรี่
ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 23 ส.ค. - 31 ส.ค. 2551


เป็นหนึ่งกิจกรรมในโครงการ Eco Projects ที่ร่วมมือกันระหว่างสยาม ดิสคัพเวอรี่กับนักออกแบบ
โดยนิทรรศการ “Yes We are Not” ของ สันติ ลอรัชวี เป็นงาน Graphic Installation ที่ต่อเนื่องมาจากนิทรรศการ “Yes, I am Not ”
ที่เพิ่งจัดแสดงที่หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 โดยแนวคิดของนิทรรศการครั้งนี้จะหันมานำเสนอประเด็นที่เป็นสาธารณะ
โดยสะท้อนให้เห็นถึงการนำก้อนกระดาษหนังสือพิมพ์มาสร้างเป็นงานศิลปะผ่านรูปแบบแผนที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งนอกเหนือจากประเด็นเรื่องวัสดุแล้วตัวงานเองยังตั้งคำถามกลับไปสู่ผู้ชมให้ตระหนักถึงบทบาทของตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นบทบาทที่เป็นส่วนรวมและส่วนบุคคล ซึ่งนำเสนอด้วยการจัดวางในพื้นที่ที่สามารถสื่อสารกับผู้คนได้หลายลักษณะการมองเห็น
ผู้ชมสามารถชมผลงานได้ตั้งแต่การเข้าไปมองระยะประชิดจนกระทั่งมองเห็นภาพรวมของผลงานจากชั้นบนสุดของศูนย์การค้า
โดยจะมีการกำหนดจุดชมผลงานในแต่ละชั้นของสยาม ดิสคัพเวอรี่

ขอเชิญร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ
วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2551 เวลา 18.00 น.
ณ แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น 1 สยาม ดิสคัพเวอรี่

| Wallpaper Magazine : Thai Edition / June 2008 |

| Interviewed with a day |


บทสัมภาษณ์ในนิตยสาร a day
ฉบับเดือนกรกฎาคม 2551 หน้า 67
เรื่อง > จิราภรณ์ วิหวา
ภาพ > ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ในยุคที่ทุกความจริงหนึ่งถูกอีกความจริงหนึ่งแทนที่ตลอดเวลา
นักออกแบบคนหนึ่งจึงสะท้อนความจริง (ที่ยังจริงอยู่) นี้ออกมา ด้วยนิทรรศการศิลปะ
ที่ใช้วัตถุดิบเป็นหนังสือพิมพ์จำนวน 3 ตัน!

ไม่ อาจ จะ ใช่ คือชื่อนิทรรศการศิลปะของ สันติ ลอรัชวี ที่สามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ 2 แบบ
ไม่, อาจจะใช่ กับ ไม่อาจจะใช่
ในความต่างเพียงการเว้นวรรค ชุดคำนี้ผลิตความหมายคนละขั้วฝั่ง สะท้อนบริบทในสังคมที่ย้อนแย้งกันเต็มความหมาย
และสื่อสารความนึกคิดบางอย่างของนักออกแบบคนนี้ร่วมกับพื้นที่ว่างใน BUG gallery และหนังสือพิมพ์อีก 3 ตัน

“โลกทุกวันนี้เป็นโลกของข่าวสาร เราต้องปะทะกับชุดข้อมูลหลายๆ ชุด พร้อมกันทุกวัน จนท้ายที่สุดแล้ว
เราตอบไม่ได้ว่าชุดข้อมูลไหนคือความจริง” สันติเริ่มต้นเล่าถึงคอนเซปต์งานชิ้นนี้อย่างย่นย่อ
พลางหยิบชิ้นตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ตัดทำจากกระดาษหนังสือพิมพ์ซ้อนกันมาจัดวางเป็นชื่อนิทรรศการ yes I am not
“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่ารูปแบบของสารที่เข้ามาปะทะกับเรา มันหลายมิติ หลายขั้วมาก เอาให้ชัดก็เช่นว่า
การเกิดขึ้นของรายการประเภทคุยสดแล้วมีคู่กรณี ผมรู้สึกว่ามันปะทะกับผมมาก คู่กรณี ก. กับ ข. ที่มีเรื่องพิพาทกันอยู่
มีพิธีกรที่เผ็ดร้อนหน่อยคอยดำเนินการโต้แย้ง และเราในฐานะผู้ชมก็คอยตัดสินว่าใครถูกหรือใครผิด แต่ทุกครั้งที่ผมดู
รายการประเภทนี้จบ ผมจะไม่สามารถสรุปอะไรได้แล้วปิดโทรทัศน์ด้วยความรู้สึกงุนงงว่าความจริงคืออะไร
เพราะ ก. และ ข. มีความจริงคนละข้อ แล้วเรายิ่งเห็นเรื่องนี้ชัดมากในทางการเมือง หนังสือพิมพ์ 2 เล่ม ทีวี 2 ช่อง
พูดไม่เหมือนกัน ทุกอย่างล้วนเป็นอัตวิสัยหมด บางครั้งเรารู้ความจริงจาก information ด้านหนึ่ง แต่พรุ่งนี้ความจริง
จะถูกลบล้างออกโดย information อีกชุด ความจริงเป็นของชั่วคราวมากในช่วงเวลานี้” สันติอธิบายสถานการณ์ที่เขาตระหนัก
ได้อย่างเป็นช่องเป็นฉากก่อนจะสรุปให้เห็นภาพด้วยวัฏจักรว่า
‘รับข้อมูล เกิดความคิด เกิดการกระทำ เกิดการหักล้าง เกิดการรับข้อมูลใหม่’ วนเวียนไปเรื่อยๆ

“ผมพยายามไม่สื่อสารแต่จำลองสถานการณ์ของวัฏจักรนี้ออกมา” สันติพูดถึงตัวงานที่จัดวางตัวอักษรจากหนังสือพิมพ์กว่า 3 ตัน
ลงบนพื้นที่ให้เกิดเป็นชุดคำและความหมาย และอาศัยหนังสือพิมพ์เป็นสัญลักษณ์ของความจริงในสังคม “เหมือนผมพยายามยัดข้อมูลให้
แต่ไม่ได้ยัดเยียดว่าจะต้องคิดอย่างไร แต่อาจจะมีบางคนที่เห็นด้วยกับผมว่า เราจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่มีข้อมูลกองอยู่เต็มพื้น”

สันติบอกว่า งานชิ้นนี้ออกจะแตกต่างจากงานออกแบบส่วนใหญ่ที่เขาเคยทำในสังกัด Practical Studio ซึ่งมีปัจจัยหลักคือโจทย์และลูกค้า
แต่นั่นไม่ได้แปลว่านิทรรศการนี้จะอยู่นอกเหนือไปจากสิ่งที่นักออกแบบควรทำ เพราะพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรม ไม่ควรจำกัดอยู่แค่คนที่ได้ชื่อว่า“ศิลปิน”

“ผมเชื่อว่านักออกแบบไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานตามโจทย์หรืองานเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่มันเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต ถ้าประเด็นนี้ถูกเข้าใจ
ทัศนคติทางการออกแบบก็จะเปลี่ยนไป เราจะไม่มีนักศึกษาที่นั่งดูแต่หนังสือกราฟิกดีไซน์ เราจะไม่เห็นนักออกแบบที่ขลุกพูดคุยกันแต่เรื่อง
การออกแบบ แต่รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวทางสังคม เปิดกว้างต่อศาสตร์อื่นๆ วัตถุดิบ หรือ inspiration ของนักออกแบบไม่ได้จำกัดอยู่ใน
หนังสือเมืองนอก ไม่ใช่ว่าทำงานกราฟิกก็ต้องดูงานกราฟิก ทำงานสถาปัตย์ก็ต้องดูตึก คนทำงานกราฟิกก็ไปดูตึก
คนออกแบบตึกก็ไปอ่านวรรณกรรม มันก็จะเชื่อมโยงกัน ถ้าทำอย่างนี้ได้ คำว่า inspiration หรือวัตถุดิบทางความคิดของเราจะกว้าง
หลากหลาย แล้ววันหนึ่งคำว่านักออกแบบก็จะกว้างขึ้นและทำให้ทัศนคติที่มีต่อนักออกแบบกับงานพาณิชย์มันเล็กลง ไม่ได้ปฏิเสธนะครับ
ผมเห็นด้วยว่าการพาณิชย์มีความสำคัญต่อวงการออกแบบสูงมาก แต่ว่ามันไม่ใช่ทั้งหมด” สันติตอบข้อถามเรื่องงานศิลปะและ
งานเชิงพาณิชย์ ก่อนจะโยงมาถึงหน้าที่ที่เขารับผิดชอบในฐานะอาจารย์พิเศษ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ว่าหากภาพที่เขาวาดไว้เป็นจริงขึ้นมาได้ เด็กรุ่นใหม่ๆ ก็จะเห็นว่าภาพของการทำงานออกแบบไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว
ที่จะต้องต่อรองกับลูกค้าในเชิงพาณิชย์

“การเข้ามาเป็นอาจารย์ทำให้ผมโตเร็วมากขึ้น” นักออกแบบเจ้าของ Practical Studio เริ่มต้นเลกเชอร์ด้วยรอยยิ้ม
“ความรับผิดชอบต่อตัวเองต่อสิ่งที่พูด ต่อสิ่งที่ทำต้องสูงขึ้น เพราะเราไม่สามารถสอนบางสิ่งให้เด็กได้ถ้าเราเองยังทำสิ่งนั้นอยู่
ผมว่าช่วงเวลาที่เป็นอาจารย์เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับผม เพราะทำให้ใจและทัศนคติกว้างมากขึ้น กับเด็กเอง เราต้องรู้จักฟังมากขึ้น
เพราะบางครั้งมันมีอะไรน่าสนใจอยู่เสมอ ผมถึงบอกเด็กว่า ถ้าไม่ตั้งใจเรียนเสียเปรียบผมนะ ผมคิดว่าคนสอนได้มากกว่าคนเรียน
เพราะว่าคนสอนต้อง push ตัวเองอย่างหนัก ห้องนึงมีเด็ก 20 คน อาจารย์คนเดียว นั่นคือการฝนอาจารย์ให้แหลมคมมาก”

เมื่อถูกถามว่า นักเรียนของเขาจะเข้าใจสิ่งที่เขาบอกหรือไม่ในช่วงวัยเท่านี้ เขาเชื่อว่าใช่ แต่ไม่ทั้งหมด เพราะท้ายที่สุดแล้ว
เด็กทุกคนต้อง ‘ลอง’ ใช้ชีวิตและเข้าใจทุกอย่างด้วยตัวเอง เหมือนเขาที่ผ่านทั้งการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ไฟแรงที่สนุกกับงาน
เป็นเจ้าของบริษัทออกแบบตามพิมพ์นิยม รับงานเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพแต่ไร้แรงขับในชีวิต จนมาถึงวันที่รู้ว่างานออกแบบที่ดี
ควรมีวัตถุดิบเป็นอะไร

“การปะติดปะต่อประสบการณ์ด้วยกรอบสายตาแบบนักออกแบบ” เขาตอบ

July 28, 2008

|Gra+Fiction News 2 / July 08: “Plus Equal”|


3-4 เดือนที่ผ่านมา ผมและนักออกแบบใน Practical Studio ได้มีโอกาสเข้าร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะกับกลุ่มสำนึกสู่สังคม(Nuts Society)
ในโครงการอาร์ตเอดส์และเทศกาลศิลปะร่วมสมัย “ใจเขาใจเรา: ศิลปะแห่งการอยู่ร่วมกัน” ที่สนับสนุนโดย Art Aids Fund และ
ศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างไทย ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เพื่อ การศึกษาวิจัยทางคลินิกด้านโรคเอดส์ (ฮีฟแนท) ศูนย์วิจัยโรคเอดส์
สภากาชาดไทย โดยพยายามสร้างความตระหนักถึงประเด็นเรื่องโรคเอดส์และจิตสํานึก ของการอยู่ร่วมกันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสังคมไทย
นําเสนอแนวคิดผ่าน ผลงานศิลปะร่วมสมัย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ ยอมรับและการให้โอกาสในการอยู่ร่วม สังคมเดียวกันตลอดจนพยายาม
เปลี่ยน ทัศนคติ ของความเป็นอื่นและมุมมองแง่ลบต่อโรคนี้ ด้วยวิธีคิดของการเอาใจเขามาใส่ใจเราถ่ายทอดออกมาผ่านงานศิลปะหลากหลาย
รูปแบบ โดยมีศิลปินเข้าร่วมทั้งสิ้น 16 คน/กลุ่ม และจัดแสดงหลายสถานที่ในช่วงเวลาเดียวกัน

การรวมกลุ่มของ “นัทส์ โซไซตี้และแพรคทิเคิล สตูดิโอ” (ชื่อที่ใช้ในนิทรรศการนี้) เป็นการทำงานแบบผสมผสานกันระหว่างงานออกแบบกราฟิก
กับบริบททางนิทรรศการศิลปะ ที่แฝงแง่คิด กระตุ้นเตือนสำนึกทางสังคม (ซึ่งเป็นแนวทางหลักของนัทส์ โซไซตี้) ซึ่งการเข้ามาร่วมทำงานของ
Practical Studio ที่ทำงานด้านการออกแบบเชิงอัตลักษณ์อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้รูปแบบของงานน่าสนใจและแตกต่างออกไป

ฉัตรติยา นิตย์ผลประเสริฐ คิวเรเตอร์ของนิทรรศการกล่าวถึงกลุ่มในหนังสือของโครงการไว้ว่า “ผลงาน “Plus Equal” ที่จัดแสดง เกิดจากการ
ทำงานร่วมกันระหว่างศิลปินกับผู้ติดเชื้อออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ เสมือนเป็นจุดนัดพบที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมและผู้ติดเชื้อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน
ผ่านรูปแบบของร้านจำหน่ายสินค้า เพื่อทำความเข้าใจและหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้แก่กัน”

“MORE TO LOVE - The Art of Living together”
24 กรกฎาคม - 15 สิงหาคม 2551

ผลงานในรูปแบบ Installation :
หอศิลป์คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์
(PSG Art Gallery ) มหาวิทยาลัยศิลปากร
มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ

ผลงานในรูปแบบร้านจัดจำหน่าย :
หอศิลปวิทยนิทรรศน์ ชั้น 7 สถาบันวิทยบริการ (หอสมุดกลาง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

July 20, 2008

| Review from Manifah |



พอดีได้ไปอ่านบทวิจารณ์ใน http://manifah.multiply.com ที่เขียนถึงนิทรรศการ “ไม่ อาจ จะ ใช่”
ขออนุญาตนำมาโพสต์โดยผมเองไม่ทราบว่าผู้เขียนเป็นใคร ถ้าทราบภายหลังจะนำเครดิตมาลงให้นะครับ
แต่ต้องขอขอบคุณมากๆ ที่ให้มุมมองสะท้อนกลับมาด้วยครับ / ขอบคุณครับ

---------->
หากพูดถึงโลกแห่งการสื่อสารปัจจุบันนี้ คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การคิดค้นอินเตอร์เนท
เครื่อข่ายโยงใยการสื่อสารทั่วทั้งโลกเข้าด้วยกัน จากการพัฒนาระบบสารสนเทศ ก่อให้เกิดผลกระทบ อย่างรวดเร็วมหาศาลต่อ เศรฐกิจ
การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมภายใต้สังคมทุนนิยม การถ่ายทอดวัฒนธรรมจึงกลายเป็นผลพวงทำให้เกือบทุกชาติรับวัฒนธรรมตะวันตก
ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้สร้างกระแสของการมีเสรีภาพในการเลือกบริโภค ข้อมูลข่าวสารที่โถมเข้ามาอย่างพรั่งพรู

งานศิลปะบ้านเรานับร้อยเป็นงานน่าสนใจ แต่จะมีสักกี่งานที่สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตและสะท้อนความเป็นอยู่ในโลกปัจจุบัน
ณ วันนี้เรารับอิทธิพลความคิดแบบตะวันตก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เราสามารถรับข่าวสารได้อย่างง่ายดาย
แต่ความง่ายดายนั้นเราเคยคืดหรือไม่ว่า มันได้ทำลายโสตประสาทโดยที่เราไม่เคยรู้ตัวเลย “YES I AM NOT” (ไม่ อาจ จะ ใช่) โดย สันติ ลอรัชวี
อาจารย์พิเศษ นักออกแบบกราฟิกภายใต้กลุ่ม Practical Studio และครั้งแรกของบทบาทศิลปิน การรวบรวมสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตโดยกระบวนการ
die-cut กว่า1000ตัวอักษร ถ่ายทอดมุมมองการบริโภคสื่อที่ถูกปรุงแต่งตามกระแสโลกาภิวัฒน์ เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองและสังคม
เพื่อแสวงหาความจริงของกระบวนการเสพข้อมูลในโลกปัจจุบัน

ภายในนิทรรศการทั้งสองห้อง ตัวหนังสือถูกตัดออกทั้งในรูปแบบ positive และnegative จัดเรียงทั่วห้อง เมื่อก้าวเข้าห้องแรก เสมือนเป็นการเข้าสู่
โลกของความเป็นจริง เราหลงอยู่ในความมืดเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่ไม่สามารถจับต้องได้ ตัวหนังสือในห้องนี้บางคำอ่านออก
บางคำไม่มีความหมายที่ศิลปินจัดเรียงด้วยอารมณ์ขัน เพียงแต่จำต้องเลือกรับรู้ในสาระสำคัญ ในขณะเดียวกันแสงสว่างตรงกลางห้องนั้น
ทำให้รู้สึกใจชื้นว่าเราสามารถรับรู้บางสิ่งในห้องนี้ได้ การฉายภาพแบบ random กลับหัวไปมาไม่ซ้ำกัน ด้วยความเร็วในการเปลี่ยนภาพนั้น
ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจข้อมูลใดๆ หากแต่สามารถรับรู้ได้เพียงความสวยงามของการจัดแต่งตัวอักษร เหลือเพียงความเข้าใจว่าในโลกนี้มีสารมากมาย
แต่เรากำลังหลงอยู่ในโลกของมัน

ห้องที่สองเสมือนการคลี่คลายในสิ่งที่ทั้งตัวศิลปินและผู้ชมเกิดความสงสัย กองตัวหนังสือถูกเรียงเป็นประโยคไปทั่วห้อง ทำให้ต้องค่อยๆอ่าน
ในสิ่งที่ศิลปินพยายามสื่อ ไม่ต่างอะไรกับการใช้วิจารณญาณในการเสพข่าวสาร ใช่ มันคือมุมมองความคิดใต้จิตสำนึกของศิลปิน
ความหลากหลายในการจัดวางตัวอักษร มีระดับสูงต่ำบวกอารมณ์ขันในข้อความของศิลปินที่ทำให้เราไหลไปตามพื้นที่ห้องจัดแสดงจนจบ
ทำให้เก็บไปคิดว่า จริงหรือที่เราได้ถูกรุกรานทางความคิดจากสื่อพวกนั้น? อย่างนี้ถือเป็นการยอมรับในสิ่งที่เป็นอยู่ หรือเป็นการต่อต้านกันแน่?

ไม่ว่าจะใช้ภาษาใดก็ไม่ต่าง เนื่องจากภาษาเป็นเพียงสัญลักษณ์แทนสิ่งที่เราต้องการสื่อให้คนอื่นเข้าใจ ในโลกไร้พรมแดนนี้ เราใช้ภาษาอังกฤษ
สื่อสารกันในปัจจุบัน ความจริงแล้วความน่าสนใจของงานไม่ได้อยู่ที่ภาพที่เราเห็น มันคือกระบวนการทางความคิดสดใหม่ และมุมมองอิสระของ
ศิลปินที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน เห็นได้จากภาพในโปรเจคเตอร์ที่ปรากฎในห้องแรก มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นสดๆในห้องที่สอง
การสื่อความหมายแบบตรงไปตรงมาผ่านสื่อที่เรารับรู้ได้ Lawrence Weiner กล่าวว่า "ART IS NOT A METAPHOR UPON THE RELATIONSHIP
OF HUMAN BEINGS TO OBJECTS & OBJECTS TO OBJECTS IN RELATION TO HUMAN BEINGS BUT A REPRESENTATION OF AN
EMPIRICAL EXISTING FACT," "IT DOES NOT TELL THE POTENTIAL & CAPABILITIES OF AN OBJECT (MATERIAL) BUT PRESENTS A
REALITY CONCERNING THAT RELATIONSHIP." ซึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ต่างก็มีหน้าที่ในตัวมันเองอย่างน่าสนใจ สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นไป
ของโลกนี้กับศิลปิน หรือแม้แต่ผู้ชมเองก็ตาม

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า สื่อในโลกปัจจุบันให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการผลิต และแข่งขันกันเพื่อการแย่งชิงกลุ่มลูกค้าจนขาดความเป็นกลาง
โดยไม่สนใจว่าข้อความถูกนำเสนออย่างไร ผู้รับสื่อก็พยายามบริโภคสื่อเพื่อทันโลก ทันเหตุการณ์ สุดท้ายแล้วก็ตกเป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นหนทาง
แสวงหากำไรของสื่อ นี่เป็นตัวอย่างของการบริโภคสื่อ โดยเริ่มต้นมองจากตัวเอง และตั้งคำถามขึ้นเพื่อการรู้เท่าทันสื่อ ผลงานภายใต้แนวทาง
Communication Revolution นี้ แสดงให้เห็นถึงความอิสระในการออกความคิดเห็นในสังคมประชาธิไตย กระตุ้นให้ตื่นตัวกับปัญหาที่เกิดขึ้น
ในสังคม แม้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นจากกลุ่มเล็กๆ ก็สามารถแผ่ขยายแนวความคิดออกในวงกว้างได้ไม่ช้าก็เร็ว

การจัดแสดงงานในพื้นที่จำกัดของแกเลอรี่ ทำให้ความน่าสนใจของงานถูกเสพจากกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม อาจยังไม่เติมเต็มในแก่นสำคัญของเนื้อหา
เป็นการขัดแย้งต่อจุดมุ่งหมายของการสื่อสารในโลกปัจจุบันหรือไม่ งานที่น่าสนใจและน่าติดตามต่อเช่นนี้ มีความหวังอย่างยิ่งที่จะปรากฏ
และมีปฏิสัมพันธ์ต่อสารธณชน เพื่อเพิ่มคุณค่าของงานศิลปะ สามารถเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขปัญหาสังคมต่อไปในอนาคต.

July 14, 2008

| Gra+Fiction News 1 / July 08 : “How do you do? Cultural Seminar” |

ขอแนะนำ Gra+Fiction News ที่พยายามจะนำเสนอข่าวคราวกิจกรรมต่างทางด้านศิลปะและการออกแบบ
รวมไปถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ และเพื่อเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงในการเผยแพร่
และในฐานะที่เป็นคนชอบทำกิจกรรม จึงอยากสนับสนุนคนทำกิจกรรมได้มีกำลังใจในการสร้างสรรค์ต่อไปครับ
สำหรับผู้ที่มีกิจกรรมดีๆ ก็ฝากข่าวมาประชาสัมพันธ์ได้นะครับ ยินดีอย่างยิ่งครับ



หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตทิต สาขาวิชาการจัดการทางวัฒนธรรม สหสาขาวิชานานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กำลังจะมีสัมมนาวิชาการเชิงเปรียบเทียบ และนำเสนอข้อคิดเห็นที่ชื่อว่า How Do You Do ?
ที่ต้องการเชิญชวนทุกคนมามีส่วนร่วมในการมองอะไร และมองอย่างไร เกี่ยวกับการตีความทางวัฒนธรรม (Interpretation)
และการจัดการทางวัฒนธรรม (Cultural Management) ระหว่างสองประเทศ คือ ประเทศไทยและประเทศอังกฤษ
โดยยกกรณีศึกษาจากองค์กรทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ อาทิ York Castle museum, Museum Siam,
บ้านพิพิธภัณฑ์, Madam Tuso, The Joe Louis Theater และ Shakespeare's Globe Theatre

การสัมมนาในครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก มรว.จักรรถ จิตรพงศ์ ผู้มีความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการศิลปวัฒนธรรมมาร่วมเป็นวิทยากรพิเศษในการบรรยาย และแลกเปลี่ยนแนวความคิด อันจะนำมาซึ่งการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวทางวัฒนธรรม
และการเผยแผ่ความรู้ในเชิงวิชาการด้านการพัฒนา และปรับปรุงการบริหารจัดการองค์กรทางวัฒนธรรมในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

" How ดู You ดู? " จะจัดขึ้นในวันที่ 26 กรกฎาคม 2551 เวลา 13.00 – 17.00 นาฬิกา ณ ห้องออดิทอเรี่ยม ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ชั้น 6 ศูนย์การค้าดิเอมโพเรียม

สนใจฟังอะไร ดูอะไร มองอย่างไร และสอบถามอะไรเพิ่มเติมได้ที่
: www.artibest.com หรือ macm8.seminar@gmail.com
สามารถลงทะเบียนเข้าฟัง(ฟรี) ได้ที่ด้านหน้างานเวลา 12.00 น. หรือสำรองที่นั่งได้ที่อีเมลล์ด้านบนได้เลย **

อย่าลืมแวะไปแลกเปลี่ยนและร่วมกิจกรรมที่น่าสนับสนุนให้มีกันมากๆ
ส่วนผู้เสพก็ต้องขยันไปร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่จัดกิจกรรมไม่ท้อกันไปซะก่อน ^_^

July 12, 2008

| Yes, I am Not : Opening Ceremony |



ในที่สุดก็เปิดนิทรรศการที่เตรียมตัวมาด้วยความเรียบร้อย เมื่อช่วงเย็นของวันเสาร์ที่ 5 ก.ค.2551
ท่ามกลางผู้ที่ให้เกียรติมาร่วมงานมากมาย โดยมีคุณประชา สุวีรานนท์ ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน
หลังจากเริ่มตั้งสติได้แล้ว เลยขอนำภาพของวันนั้นมาให้ชมกันครับ
สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้มาชม อย่าลืมมาชมนะครับ นิทรรศการยังจัดแสดงถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้ครับ





























นิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดผู้คนรอบข้างที่ให้ความช่วยเหลืออย่างมาก
ผมอยากจะขอบคุณมากๆ อีกครั้งในที่นี้อีกครั้ง
- เริ่มจากทางหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่ให้โอกาส
- อ.แตน,อ.เก่ง,อ.บอลล์,อ.ธเนศ,อ.นิพันธ์,อ.โอเล่ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
- น้องเบล,น้องนัท,น้องกวง,หมูเล็ก ลูกศิษย์และเพื่อนร่วมงานของผมที่ Practical Studio ที่ร่วมแรงร่วมใจอย่างมาก
ในการต่อสู้กับหลากหลายบทบาทที่พวกเราพยายามทำกันอยู่ ทั้งนิทรรศการนี้,นิทรรศการอื่นและงานออกแบบประจำของเรา
- คุณแวว,คุณหมี่,คุณหน่อย จากบริษัทแอนทาลิส (ประเทศไทย)ที่สนับสนุนกระดาษจำนวนมากมายสำหรับงานนี้
วงการออกแบบยังต้องการผู้สนับสนุนที่เห็นคุณค่าของนักออกแบบเช่นนี้ครับ
(ผมซึ้งคำที่ว่า..."ถ้าไม่พอบอกได้เลยนะคะ" สุดยอดครับ)
- พี่วิรัตน์,คุณหลุยส์,คุณหนิง จากบริษัทพลัสเพรส ที่เป็นกำลังสำคัญในการผลิตทั้งตัวผลงานและสื่อสิ่งพิมพ์
อย่างไม่มีการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจเลย
- คุณอาโด่ง ที่ช่วยทำบล็อกตัวอักษร และคุณชาติ แห่งโรงงานปั๊มไฮโดรลิค
- คุณนก สมบูรณ์ แห่งร้านสมบูรณ์โภชนาที่ให้ยืม TV Plasma 40" 2 เครื่อง มาใช้ห้อยอย่างหวาดเสียว(โดยเฉพาะทีมติตั้ง)
- คุณอนุทิน วงศ์สรรคกร,คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สำหรับบทความคุณภาพในสูจิบัตร
- คุณวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ แห่ง a day สำหรับคำนิยมที่ผมพลอยนิยมไปด้วย
- พี่ประชา ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน ยินดีมากครับ
- พี่อาร์ต แห่ง Try2benice ที่ช่วยเขียนข่าวประชาสัมพันธ์
- พีม,เบน,น้ำ กำลังสำคัญในการติดตั้ง มืออาชีพและให้ใจมากๆ ศิลปินหลายๆ ท่านรู้จักฝีมือของพวกเขาดี
- ครอบครัวศิลปวิศวกุล ที่ช่วยเหลืออย่างมากในการรวบรวมกระดาษหนังสือพิมพ์จำนวนมาก
- แนน และ คุณวิภว์ บูรพาเดชะ จากนิตยสาร Happening มีเดีย พาร์ทเนอร์ที่ใจดีมากๆ
- คุณซิท จากนิตยสาร Wallpaper
- นิตยสาร Art4D และ นิตยสาร a day ที่ให้ความสำคัญกับนิทรรศการครั้งนี้
- หมูใหญ่,นา,เป็ด,ฯลฯ ทีมงานลูกศิษย์วิชา Communication Design หลายชีวิตที่เข้ามาช่วยตอนติดตั้งก้อนหนังสือพิมพ์จำนวนมหาศาล
(ผมจะลงชื่อหลังจากรวบรวมให้ครบนะครับ ต้องขออภัยก่อน)
- เบนท์ และ เจี๊ยบ จากหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่อำนวยความสะดวกในทุกๆ เรื่อง
- เติร์ก,โม่,เนต,โอ และณัฐ ทีมบอดี้การ์ด ปกป้องงานตอนวันเปิดงาน
- คุณอีริค บุนนาค บู้ท และพี่เจี๊ยบ จากพิพิธภัณฑ์จิม ทอมป์สัน สำหรับไวน์รสดีที่ทุกคนดื่มในวันเปิดงาน
- BU Cafe สำหรับการ delivery กาแฟถึง gallery ตลอดการติดตั้งงาน
- สำคัญมากๆ พ่อ-แม่ และน้องชายของผม ที่ช่วยเหลือทุกอย่างที่ช่วยได้ในนิทรรศการนี้เลยครับ
สุดท้ายขอขอบคุณทุกๆ คนที่สละเวลามาชมนิทรรศการนี้
และหวังว่าผลงานของผมคงจะไม่ทำให้เวลาที่สละมาไม่เสียเปล่าซะทีเดียวนะครับ